สนค.เตือนการซื้อสินค้าอย่างตื่นตระหนกเสี่ยงทำสินค้าตึงตัวและดันราคาพุ่ง ซ้ำเติมภาวะค่าครองชีพ หลังเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ต.ค. 2569 เพิ่ม 3.90% แนะ 5 แนวทางสำรองสินค้าอย่างมีแผน ย้ำไทยยังมีศักยภาพผลิตอาหารและกระจายสินค้าเพียงพอ
KEY POINTS
- สนค. ชี้แจงว่าไทยมีความเสี่ยงต่ำที่จะขาดแคลนอาหาร เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญและมีระบบโลจิสติกส์ที่แข็งแกร่ง
- เตือนประชาชนอย่าตื่นตระหนกและกักตุนสินค้า เพราะจะทำให้กลไกตลาดปั่นป่วนและซ้ำเติมปัญหาค่าครองชีพให้สูงขึ้น
- แนะให้เตรียมความพร้อมด้วยการสำรองสิ่งของจำเป็นอย่างมีสติและพอเหมาะ ซึ่งแตกต่างจากการซื้อกักตุนจากความกลัว
- การกักตุนสินค้าจะเพิ่มแรงกดดันด้านราคา ในขณะที่ครัวเรือนไทยเผชิญกับภาวะค่าครองชีพสูงจากราคาพลังงานอยู่แล้ว
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในหลายมิติ
ทั้งความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ภัยธรรมชาติ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ และเหตุขัดข้องของระบบสาธารณูปโภค
ส่งผลให้หลายประเทศออกคำแนะนำให้ประชาชนสำรองอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็น จนอาจทำให้บางส่วนเข้าใจว่าเป็นสัญญาณเตือนถึงวิกฤตร้ายแรง
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางมาตรฐานในการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้ในระยะแรกเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน มิใช่สัญญาณเตือนให้เร่งกักตุนสินค้าแต่อย่างใด
สำหรับประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ในฐานะแหล่งผลิตอาหารสำคัญ ทั้งข้าว พืชผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ และสัตว์น้ำ ประกอบกับภาครัฐพัฒนาภาคเกษตรและความมั่นคงทางอาหารอย่างต่อเนื่อง จึงมีความเสี่ยงต่ำต่อภาวะขาดแคลนอาหาร
นอกจากนี้ ไทยยังมีโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า และช่องทางจำหน่ายที่ครอบคลุมทุกภูมิภาค ตลอดจนการเติบโตของธุรกิจ e-Commerce และการประยุกต์ใช้ระบบอัตโนมัติและ AI ในภาคธุรกิจ ซึ่งช่วยยกระดับการบริหารคลังสินค้าและการกระจายสินค้า
สะท้อนถึงศักยภาพที่แข็งแกร่งในการผลิตและจัดส่งสินค้าเพื่อรองรับความต้องการบริโภคในประเทศได้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2569 ว่า ถึงแม้ไทยจะไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศที่เผชิญความเสี่ยงดังกล่าวโดยตรง แต่การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า เช่น การจัดเตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน (Emergency Bag) ถือเป็นแนวปฏิบัติที่ดีในการลดความเสี่ยงระดับครัวเรือนเบื้องต้น
ขณะที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกมิติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยสูงสุดให้กับประชาชน
การสำรองสินค้าจำเป็นอย่างพอดีถือเป็นการวางแผนทางการเงินและการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ครัวเรือนรับมือกับเหตุไม่คาดคิดในเบื้องต้น ลดค่าใช้จ่ายแฝงในช่วงที่สินค้าบางรายการตึงตัวและราคาสูงขึ้นชั่วคราว รวมถึงลดการพึ่งพาสินเชื่อระยะสั้นกรณีรายได้หยุดชะงักจากการเดินทางไม่ได้หรือต้องหยุดกิจการชั่วคราว
นอกจากนี้ ยังส่งผลบวกต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ เพราะช่วยลดแรงกระแทกเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหากครัวเรือนดูแลตนเองได้ในช่วงแรก และช่วยให้ภาครัฐจัดสรรงบประมาณไปช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและพื้นที่เสียหายรุนแรงได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย
ทั้งนี้ การสำรองสินค้าอย่างพอดี คือ การซื้อสินค้าจำเป็นในปริมาณที่สอดคล้องกับจำนวนสมาชิกในครัวเรือน ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการซื้ออย่างตื่นตระหนก (Panic Buying) ที่นำไปสู่การกักตุนเกินความจำเป็น ส่งผลให้ความต้องการซื้อพุ่งขึ้นฉับพลันและกระจุกตัวในช่วงเวลาเดียวกัน
จนเกิดความไม่สมดุลกับปริมาณสินค้าคงคลัง รบกวนกลไกตลาด และเพิ่มแรงกดดันต่อระบบขนส่ง การเติมสินค้าหน้าร้าน และระดับราคา ซึ่งท้ายที่สุดจะทำให้ผู้ที่มีความจำเป็นจริงเข้าถึงสินค้าได้ยากขึ้น
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า ในด้านสถานการณ์เศรษฐกิจและค่าครองชีพ ข้อมูลล่าสุดเดือนต.ค. 2569 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้น 3.90 % โดยมีปัจจัยหลักจากวิกฤตความมั่นคงทางพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทรงตัวในระดับสูงกว่าปีก่อนหน้ากว่า 29.18 %
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก) สูงขึ้น 1.58 % ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ 46.5 ซึ่งยังต่ำกว่าระดับเชื่อมั่นที่ 50
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ครัวเรือนไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานโลกเป็นทุนเดิม การใช้จ่ายอย่างมีสติและไม่เร่งกักตุนสินค้าเกินความจำเป็นจึงช่วยป้องกันไม่ให้เกิดแรงกดดันด้านราคาเพิ่มเติม และช่วยรักษาเสถียรภาพค่าครองชีพในภาพรวม
ทั้งนี้ สนค. ขอแนะนำแนวทางปฏิบัติ 5 ข้อ ที่ช่วยให้ทุกครัวเรือนเตรียมความพร้อมรับมือกับเหตุไม่คาดคิดได้อย่างมั่นใจ
1. สำรวจสิ่งของจำเป็นในบ้าน เช่น น้ำดื่ม อาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ของใช้ส่วนบุคคล ยาประจำตัว และอุปกรณ์ปฐมพยาบาล ให้ครอบคลุมสมาชิกทุกคนในครัวเรือน รวมถึงเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และสัตว์เลี้ยง
2. ทยอยซื้อสินค้าสำรองอย่างมีแผน โดยเน้นเลือกซื้อสินค้าที่เก็บรักษาได้นานและทยอยสำรองตามกำลังซื้อ โดยไม่จำเป็นต้องซื้อพร้อมกันในคราวเดียว หรือกักตุนเกินปริมาณการใช้งานจริง
3. บริหารและหมุนเวียนสินค้า ผ่านการตรวจสอบวันหมดอายุ นำสินค้าที่ซื้อไว้ก่อนมาบริโภคตามลำดับ และทยอยเติมสินค้าใหม่ทดแทน เพื่อป้องกันการสูญเปล่าและไม่ให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายเกินจำเป็น
4. ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะประกาศแจ้งเตือนภัยและคำแนะนำจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนส่งต่อ เพื่อประเมินสถานการณ์และวางแผนรับมือได้อย่างเหมาะสม
5. เตรียมพร้อมตามความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมหรือภัยธรรมชาติ เช่น จดบันทึกหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉิน เก็บเอกสารสำคัญในที่ปลอดภัยและกันน้ำ เตรียมเงินสดสำรองกรณีระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์หรือการสื่อสารขัดข้อง ตลอดจนวางแผนเส้นทางอพยพและจุดพักพิงล่วงหน้า
สนค. ขอเน้นย้ำว่า การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าไม่ใช่การกักตุนสินค้า แต่เป็นการวางแผนสำรองสิ่งของจำเป็นในปริมาณที่พอเหมาะบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและสอดคล้องกับความเสี่ยงจริง
การเตรียมพร้อมอย่างมีสติไม่เพียงช่วยลดความกังวลและบรรเทาผลกระทบในยามฉุกเฉิน แต่ยังช่วยให้ประชาชนบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างคุ้มค่า ไม่เกิดภาระทางการเงินจากความตื่นตระหนก
ตลอดจนช่วยรักษาสมดุลของกลไกตลาดและลดความเสี่ยงต่อภาวะสินค้าตึงตัวชั่วคราว ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานสินค้าอุปโภคบริโภคให้มีความสมดุล
ทั้งในมิติของปริมาณที่เพียงพอ ไม่ขาดตลาด และระดับราคาที่เป็นธรรมต่อประชาชนแม้ในยามวิกฤต





