วันเสาร์ ที่ 7 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

'ทูตญี่ปุ่น' เตือนไทย 'รถEV' ราคาถูก ไม่ใช่คำตอบ แนะถอดบทเรียน 'ซูซูกิ-ซูบารุ' รักษาฐานผลิตในประเทศ

"ทูตญี่ปุ่น" เตือนนโยบายส่งเสริม EV ด้วยภาษี 0% กระทบอุตสาหกรรมยานยนต์เดิม ฉุดยอดขายรถยนต์ในประเทศร่วง กระทบความสามารถในการส่งออกระยะยาว จากผู้ผลิตต้องอาศัยตลาดในประเทศเพื่อรักษาขนาดการผลิต แนะไทยถอดบทเรียน "ซูซูกิ และ "ซูบารุ" ยุติไลน์ผลิต เร่งทบทวนนโยบายเพื่อรักษาฐานอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ

อุตสาหกรรมยานยนต์ถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมานานหลายสิบปี แต่ท่ามกลางแรงกดดันจากหลายทิศทาง ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบต่อตลาดการส่งออก และโครงสร้างภาษีที่ไม่เอื้อต่อตลาดในประเทศ ได้ก่อให้เกิดคำถามสำคัญถึงทิศทางของอุตสาหกรรมในอนาคต

นายโอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เคยได้กล่าวไว้ในงานสัมมนา The Standard Economic Forum 2026: Reinvent Thailand ภายใต้หัวข้อ "Japan-Thailand: Co-Creating the Next Economy" ว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อุตสาหกรรมยานยนต์ถือเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย

เนื่องจากประเทศไทยเปรียบได้กับศูนย์กลางการส่งออกยานยนต์ (Export Hub) ในระดับภูมิภาค ซึ่งจนถึงปัจจุบันได้ส่งออกรถยนต์ไปยัง 100 ประเทศทั่วโลก สร้างคุณค่ามหาศาลแก่ระบบเศรษฐกิจ และช่วยนำเม็ดเงินจากต่างประเทศไหลเข้ามาในประเทศอย่างต่อเนื่อง 

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ยังเป็นรากฐานสำคัญของการจ้างงานในประเทศมากกว่า 80,000 ตำแหน่ง และมีสัดส่วนการใช้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ (Local Content Ratio) สูงเกินกว่า 90% แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงเข้ากับเศรษฐกิจท้องถิ่น

“การที่ไทยก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการส่งออกในอุตสาหกรรมยานยนต์ ถือเป็นเรื่องราวความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ จากการส่งออกรถยนต์ประหยัดพลังงาน และรถบรรทุกขนาดใหญ่ไปยังกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ช่วยสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ”

อย่างไรก็ดี นายโอตากะ กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดการส่งออกรถยนต์นั่ง รวมถึงอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาซึ่งสร้างความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนยานยนต์ จนทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นส่วนใหญ่ต้องหยุดสายการผลิตชั่วคราวนานถึง 2 สัปดาห์ 

นอกจากนี้ ในช่วง 3–5 ปีที่ผ่านมา การเปิดตลาดให้นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากต่างประเทศ ด้วยอัตราภาษี 0% ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่ตลาดยานยนต์ในประเทศอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยนายโอตากะ กล่าวว่า แม้การส่งเสริม EV จะเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อม แต่นโยบายภาษี 0% ดังกล่าวได้กระทบต่อยอดขายรถยนต์ในประเทศ ของกลุ่มผู้ผลิตเดิม

“การเว้นภาษีรถยนต์  EV มีข้อดีคือส่งผลบวกต่อสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน แต่ทว่าเมื่อเราเปิดประตูตลาดในประเทศให้แก่รถยนต์ราคาถูกจำนวนมากจากต่างประเทศ สิ่งนี้จะส่งผลเชิงลบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีอยู่เดิม และกระทบต่อความสามารถของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในการส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ”

ในการนี้ การที่ไทยจะรักษาความสามารถในการส่งออกยานยนต์ไปยังต่างประเทศ จำเป็นต้องพึ่งพาปริมาณยอดขายในประเทศ (Domestic Market Volume) ในระดับที่เพียงพอเพื่อรักษาประหยัดต่อขนาด 

หากยอดขายในประเทศลดลงจากการเปิดรับรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าราคาถูก ย่อมส่งผลกระทบต่อศักยภาพการส่งออกของไทยในระยะยาว ซึ่งความเสี่ยงนี้เริ่มปรากฏผลชัดเจนจากการที่ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น 2 ราย ได้แก่ ซูซูกิ และซูบารุ ยุติการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยไปเมื่อปีที่ผ่านมา 

ทั้งนี้ ทูตญี่ปุ่นได้เน้นย้ำให้ไทยเห็นคุณค่าและรักษาอุตสาหกรรมที่เน้นการส่งออกและใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก พร้อมผลักดันให้ไทยและญี่ปุ่นร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการปรับตัวเพื่อสร้างเศรษฐกิจยุคใหม่ร่วมกันต่อไป

“การรักษาอุตสาหกรรมที่เป็นศูนย์กลางการส่งออกเอาไว้ ถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับประเทศไทย และผมคิดว่ามันจะเป็นประโยชน์ หากเราจะหันกลับมาพิจารณาอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างรอบคอบ เพื่อดูว่าเราควรจะรักษาอุตสาหกรรมนี้ไว้หรือไม่ และจะทำได้อย่างไร” นายโอตากะ กล่าวในตอนท้าย