หอการค้าไทย ห่วงปัญหาสินค้าคงค้างในคาร์โก้ การบินไทย หวั่นกระทบห่วงโซ่การผลิตและการส่งออก ส่งผลกระทบต่อต้นทุนและแผนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม !! เสนอ 5 มาตรการเร่งด่วน ฟื้นฟูประสิทธิภาพคลังสินค้า!!
KEY POINTS
- หอการค้าไทยกังวลปัญหาสินค้าขาเข้าตกค้างจำนวนมากที่คลังสินค้าการบินไทย ณ สุวรรณภูมิ ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนและแผนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม
- สาเหตุหลักเกิดจากความล่าช้าในการแยกสินค้าออกจากอุปกรณ์บรรทุก (ULD Breakdown) และการไม่สามารถระบุตำแหน่งจัดเก็บสินค้าได้อย่างถูกต้อง
- ปัญหานี้ได้เริ่มส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าขาออก เนื่องจากอุปกรณ์บรรทุก (ULD) หมุนเวียนไม่ทัน ทำให้สายการบินอื่นต้องจำกัดการรับสินค้า
- หอการค้าฯ ได้เสนอ 5 มาตรการเร่งด่วน เช่น การคัดแยกสินค้าตามสายการบิน การระดมกำลังคน และการปรับปรุงข้อมูลในระบบ เพื่อเร่งระบายสินค้า
นายภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และ ประธานคณะกรรมการ Logistics & Supply Chain สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยและสภาหอการค้าฯ มีความกังวลต่อสถานการณ์สินค้าขาเข้าตกค้างภายในคลังสินค้าการบินไทย (TG Cargo) ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
ทั้งนี้ยังกระทบต่อผู้นำเข้า ตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศ ตัวแทนออกของ และผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโรงงานที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศ โดยปัญหาความล่าช้าในการรับสินค้า ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น กระทบแผนการผลิตและการส่งมอบสินค้า รวมถึงความเชื่อมั่นต่อระบบโลจิสติกส์ของประเทศ
ที่ผ่านมา หอการค้าไทยและสภาหอการค้าฯ โดยคณะกรรมการ Logistics & Supply Chain ได้มอบหมายให้ คณะอนุกรรมการด้านการขนส่งทางอากาศ ติดตามปัญหาดังกล่าวต่อเนื่อง และเสนอรายงานพร้อมแนวทางแก้ไขปัญหาต่อนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2569
รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม มอบหมายให้ปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธานคณะทำงานเพื่อเป็นกลไกประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข. เป็นฝ่ายเลขานุการ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
แม้ผู้ให้บริการคลังสินค้าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินมาตรการเพิ่มกำลังคน อุปกรณ์ และปรับปรุงระบบแล้ว แต่ปัญหาสินค้าตกค้างยังไม่คลี่คลาย โดยเฉพาะความล่าช้าในการแยกสินค้าออกจากอุปกรณ์บรรทุก (ULD Breakdown) และการไม่สามารถระบุตำแหน่งจัดเก็บสินค้า (Cargo Location) ได้ถูกต้องและทันเวลา ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถค้นหาและรับสินค้าได้ตามกำหนด
สถานการณ์ดังกล่าว เริ่มส่งผลกระทบการขนส่งสินค้าขาออกด้วย โดย Singapore Airlines Cargo ได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 4 พ.ย.2569 ที่ผ่านมา แจ้งข้อจำกัดในการให้บริการที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เนื่องจากความล่าช้าในการจัดการสินค้าขาเข้า กระทบการหมุนเวียนอุปกรณ์บรรทุก ULD สำหรับบรรทุกสินค้าขาออก
รวมถึงข้อจำกัดด้านอุปกรณ์และพื้นที่ปฏิบัติงาน จนจำเป็นต้องประกาศมาตรการจำกัดการรับสินค้าบางประเภทเป็นการชั่วคราว
หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จึงเสนอ 5 มาตรการเร่งด่วน เพื่อเร่งระบายสินค้าตกค้างและฟื้นฟูการให้บริการ ดังนี้
1. คัดแยกสินค้าตามสายการบิน จัดกลุ่มสินค้าตกค้างโดยแยกตามสายการบิน เช่น การบินไทย (Thai Airways), ไชน่าแอร์ไลน์ (China Airlines), อีวีเอแอร์ (EVA Air) และโคเรียนแอร์ (Korean Air) เพื่อให้สามารถจัดระเบียบพื้นที่และค้นหาสินค้าได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น
2. เร่ง Breakdown สินค้าบน ULD ระดมทรัพยากรเพื่อเร่งแยกสินค้าที่ค้างอยู่บน ULD และนำเข้าสู่พื้นที่จัดเก็บตามกลุ่มสายการบินที่กำหนด เพื่อลดปริมาณสินค้าตกค้างและเร่งคืน ULD เข้าสู่ระบบหมุนเวียน
3. กำหนด Cargo Location ให้ชัดเจน จัดสรรพื้นที่และกำหนดตำแหน่งจัดเก็บสินค้าตามกลุ่มสายการบิน พร้อมระบุข้อมูลตำแหน่งสินค้าให้สามารถค้นหาและตรวจสอบได้จริง
4. ระดมกำลังคนร่วมกับภาคเอกชน เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน และพิจารณาให้บุคลากรจากตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศเข้าร่วมสนับสนุนการคัดแยกและค้นหาสินค้า ภายใต้การควบคุมของผู้ให้บริการคลังสินค้าและข้อกำหนดด้านความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง
5. เร่งปรับปรุงข้อมูลในระบบ AOT Cargo Clearinghouse จัดเจ้าหน้าที่รับผิดชอบบันทึกและปรับปรุงข้อมูล Cargo Location ให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ประกอบการตรวจสอบสถานะสินค้า วางแผนรับสินค้า และดำเนินการที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายภูมินทร์ กล่าวว่า โดยการดำเนินมาตรการดังกล่าวจำเป็นต้องมีแผนปฏิบัติการเร่งด่วน กำหนดผู้รับผิดชอบและระยะเวลาดำเนินงานอย่างชัดเจน
พร้อมติดตามผลจากจำนวนสินค้าที่สามารถระบายออกได้จริง ไม่ใช่เพียงจำนวนกำลังคนหรืออุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ควรให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีผลต่อความต่อเนื่องของภาคการผลิตและสินค้าจำเป็นเร่งด่วนควบคู่กันไป
พร้อมทั้ง ขอให้มีการเร่งจัดประชุมคณะทำงานฯ ตามที่รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ได้มอบหมายจากการหารือร่วมกับหอการค้าไทยและสภาหอการค้าฯ เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2569 โดยเร่งด่วน เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาในทางปฏิบัติ
หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ยืนยันว่า จะติดตามและผลักดันการแก้ไขปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง โดยพร้อมประสานความร่วมมือกับกระทรวงคมนาคม หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ผู้ให้บริการคลังสินค้า และสมาคมผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง
เพื่อเร่งฟื้นฟูการให้บริการสินค้าทางอากาศของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้กลับสู่ภาวะปกติ และป้องกันไม่ให้ปัญหาลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำในอนาคต





