วันศุกร์ ที่ 6 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

ส่องยุทธศาสตร์ OR ทุ่ม 2.2 พันล้าน ดัน TPN ฮับท่อน้ำมันอีสาน เจาะตลาด สปป.ลาว

OR ผ่าแผนยุทธศาสตร์ท่อส่งน้ำมัน ทุ่มงบ 2,200 ล้านบาท ถือหุ้นใน TPN ยึดฮับอีสาน-เจาะ สปป.ลาว กางโมเดล “คุมค่าใช้จ่าย-Optimize คลัง” ปักธงลดต้นทุน 20% พ่วง ESG

KEY POINTS

  • OR ลงทุน 2,200 ล้านบาท เข้าถือหุ้น 55.4% ในบริษัท ไทยไปป์ไลน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด (TPN) เพื่อพัฒนาระบบโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานท่อส่งน้ำมันในระยะยาว
  • ปรับโครงสร้างคลังน้ำมันในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยทยอยปิดคลังที่ไม่จำเป็น และผลักดันให้คลัง TPN เป็น 1 ใน 2 จุดยุทธศาสตร์หลักสำหรับกระจายน้ำมันในภูมิภาค
  • ใช้คลัง TPN เป็นฐานในการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปไปยัง สปป.ลาว โดยได้เริ่มส่งออกลอตแรกไปแล้วเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เพื่อใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบด้านโลจิสติกส์ของไทย
  • การขยายท่อส่งน้ำมันข้ามแดนไปยัง สปป.ลาว โดยตรงยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการศึกษา เนื่องจากเป็นโครงการที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงและต้องประเมินความคุ้มค่าอย่างรอบคอบ

นายนิสิต พงษ์วุฒิประพันธ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์องค์กร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยถึงทิศทางการบริหารและโครงสร้างต้นทุนพลังงานว่า ในภาพรวมธุรกิจระบบท่อขนส่งน้ำมันบทบาทต่อระบบโลจิตติกส์พลังงานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่า หัวใจสำคัญของการสร้างผลกำไรและความแข็งแกร่งของธุรกิจน้ำมันจึงต้องพึ่งพา การควบคุมค่าใช้จ่ายและการทำ Optimization ผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์

ทั้งนี้ OR มียุทธศาสตร์การเข้าถือหุ้นสัดส่วน 55.4% ใน บริษัท ไทยไปป์ไลน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด (TPN) ร่วมกับ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO ที่ถือหุ้น 44.6% ด้วยเม็ดเงินลงทุนของ OR รวม 2,200 ล้านบาท มีเป้าหมายเพื่อนำเงินเข้าไปปรับโครงสร้างหนี้และพัฒนาธุรกิจ เพื่อให้ OR เข้าไปกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐานท่อส่งน้ำมันของประเทศ (Pipeline Infrastructure) ในระยะยาว

โดยระบบท่อส่งน้ำมัน TPN มีระยะทางรวม 342 กิโลเมตร มีขีดความสามารถในการขนส่งน้ำมันกว่า 5,000 ล้านลิตรต่อปี และสามารถขยายได้สูงสุดถึง 7,300 ล้านลิตรต่อปี หากมีการติดตั้งเครื่องสูบเพิ่มเติม

ส่องยุทธศาสตร์ OR ทุ่ม 2.2 พันล้าน ดัน TPN ฮับท่อน้ำมันอีสาน เจาะตลาด สปป.ลาว

ล็อกต้นทุนลด 20% รื้อโครงสร้างคลังน้ำมันอีสาน

นายนิสิต ระบุว่า การปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งจากรถบรรทุกทางไกลมาสู่ระบบท่อส่งน้ำมัน ประกอบกับการปรับโครงสร้างคลังน้ำมัน จะช่วยให้ OR ลดต้นทุนการดำเนินงานลงได้มากกว่า 20% โดยตัวเลขการประหยัดต้นทุน 20% ดังกล่าวไม่ได้มาจากส่วนต่างค่าขนส่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการลดต้นทุนคงที่ (Fixed Costs) ค่าบำรุงรักษา และค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการคลังน้ำมันที่ซ้ำซ้อน

สำหรับแผนบริหารจัดการเครือข่ายคลังน้ำมันในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริษัทได้ทยอยปิดคลังน้ำมันเดิมที่ไม่จำเป็น ได้แก่ คลังอุดรธานีและคลังศรีสะเกษที่ยุติการดำเนินงานไปแล้ว ขณะที่ คลังขอนแก่นเดิม (ระบบขนส่งทางรถ) เตรียมที่จะปลดระวางและปิดตัวลงในปีหน้า

ส่งผลให้ในอนาคต โครงข่ายคลังน้ำมันของ OR ในภาคอีสานจะเหลือเพียง 2 จุดยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ คลัง TPN เพื่อรองรับพื้นที่ตอนบน ตอนกลาง และคลังอุบลราชธานี สำหรับพื้นที่อีสานใต้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายน้ำมันสูงสุดควบคู่กับการรักษาความมั่นคงทางพลังงาน

ส่องยุทธศาสตร์ OR ทุ่ม 2.2 พันล้าน ดัน TPN ฮับท่อน้ำมันอีสาน เจาะตลาด สปป.ลาว

ปักหมุดคลัง TPN ฐานส่งออก สปป.ลาว

นอกจากตลาดในประเทศแล้ว OR ยังใช้คลัง TPN ขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐในการเป็นคลังส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปไปยัง สปป.ลาว ซึ่งเริ่มส่งออกลอตแรกไปแล้วเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เพื่อรองรับปริมาณน้ำมันส่วนเกิน (Over supply) ในประเทศ

ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขัน ประเทศไทยมีความได้เปรียบเวียดนามอย่างมาก เนื่องจากเส้นทางขนส่งจากไทยเข้าสู่เวียงจันทน์และหัวเมืองเศรษฐกิจของลาวมีต้นทุนโลจิสติกส์ต่ำกว่าและสภาพถนนเอื้ออำนวยกว่าเส้นทางข้ามเทือกเขาจากเวียดนาม ส่งผลให้ลาวนำเข้าน้ำมันจากไทยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 90%

ส่วนกรณีความเป็นไปได้ในการขยายท่อส่งน้ำมันข้ามแดนไปยัง สปป.ลาว นั้น นายนิสิต ชี้แจงว่า ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการศึกษา (Early stage) เนื่องจากโครงการวางท่อต้องใช้เงินลงทุนสูงระดับนับหมื่นล้านบาท ซึ่งจำเป็นต้องประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ปริมาณความต้องการใช้จริงของ สปป.ลาว ที่มีประชากรราว 7 ล้านคน ตลอดจนกรอบกฎหมายและข้อตกลงร่วมระหว่างสองรัฐบาลอย่างรอบคอบ

ส่องยุทธศาสตร์ OR ทุ่ม 2.2 พันล้าน ดัน TPN ฮับท่อน้ำมันอีสาน เจาะตลาด สปป.ลาว

หนุนเป้าหมาย ESG ลดคาร์บอน 6,500 ตัน/ปี

การขนส่งน้ำมันผ่านระบบท่อส่งน้ำมัน TPN ยังสร้างประโยชน์ในมิติด้าน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล) อย่างเป็นรูปธรรม โดยสามารถลดเที่ยววิ่งของรถบรรทุกน้ำมันลงได้เกือบ 1,000 เที่ยวต่อเดือน ช่วยลดความเสี่ยงอุบัติเหตุทางถนน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ในส่วนของ OR ได้ราว 6,500 ตันต่อปี

ขณะที่ในภาพรวมของโครงการ TPN การเปลี่ยนโหมดขนส่งช่วยลดรอบการวิ่งรถไป-กลับได้ประมาณ 80,000 เที่ยวต่อปี คิดเป็นการลดคาร์บอนในระบบเริ่มต้นประมาณ 50,000 -70,000 ตันต่อปี ซึ่งสามารถนำไปขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิตตามเกณฑ์ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ได้ตามกรอบระยะเวลา 7 ปีของโครงการ