วันศุกร์ ที่ 6 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

'ทูตจีน' ชูยุทธศาสตร์ Win-Win หนุนบริษัทจีนลงทุน 'AI - ดาต้าเซ็นเตอร์' ในไทย

"ทูตจีน" สนับสนุนบริษัทจีนที่เชี่ยวชาญด้าน AI, ดาต้าเซ็นเตอร์ และเซมิคอนดักเตอร์ ให้เข้ามาลงทุนในไทย สานความสัมพันธ์ "จีน-ไทย" บนยุทธศาสตร์ "Win-Win" เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ยกระดับอุตสาหกรรมดั้งเดิมของไทยสู่ยุคดิจิทัล พร้อมเดินหน้าโมเดลการพัฒนาสีเขียว และสร้างการเติบโตยั่งยืนร่วมกัน

ในงานสัมมนา Generating a Cleaner Future Forum 2026: Shaping the Next Growth Frontier จัดโดย บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด 

นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า ความสัมพันธ์การค้าจีน-ไทย ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการได้ประโยชน์ร่วมกัน หรือ Win-Win โดยปัจจุบันจีนครองตำแหน่งคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทยติดต่อกันเป็นปีที่ 13 รวมถึงเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่ใหญ่ที่สุด และเป็นแหล่งเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) รายใหญ่ที่สุดของไทย 

แม้ที่ผ่านมาไทยอาจมีความกังวลเรื่องดุลการค้า แต่การติดต่อทางเศรษฐกิจย่อมมีแข่งขันทางตลาด แต่ไม่ใช่การแข่งขันในลักษณะที่ฝ่ายหนึ่งได้และอีกฝ่ายหนึ่งเสีย (Zero-sum game) 

เนื่องจากการนำเข้าสินค้าคุณภาพสูงจากจีนจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ในทางกลับกัน ฝ่ายจีนยินดีเปิดตลาดขนาดใหญ่ต้อนรับสินค้าเกษตรและบริการคุณภาพสูงจากไทยมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างระบบการค้าที่ยืดหยุ่น ครอบคลุม และยั่งยืน

ขณะเดียวกัน จีนพร้อมสนับสนุนให้บริษัทจีนที่มีศักยภาพเข้ามาลงทุนและดำเนินธุรกิจในประเทศไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต ได้แก่ อุตสาหกรรมเอไอ, ดาต้าเซ็นเตอร์ และ เซมิคอนดักเตอร์ เพื่อสร้างการเติบโตในระลอกใหม่ให้กับประเทศไทย

ทั้งนี้ เนื่องจากจีนมีความเชี่ยวชาญในด้าน AI และการผลิตอัจฉริยะ ซึ่งสามารถต่อยอดกับฐานอุตสาหกรรมเดิมของไทย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมดั้งเดิมเข้าสู่ยุคดิจิทัล และเปลี่ยนนวัตกรรมให้เป็นขีดความสามารถในการแข่งขันที่จับต้องได้ โดยคาดหวังว่าไทยจะสามารถรักษาสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีเสถียรภาพ เพื่อรองรับการลงทุนเหล่านี้ 

นอกจากนี้ ความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดและการพัฒนาสีเขียว ถือเป็นอีกหนึ่งเสาหลักสำคัญ โดยทั้งสองประเทศได้เชื่อมโยงยุทธศาสตร์คาร์บอนต่ำ ผ่านความร่วมมือในระบบโซลาร์เซลล์, ระบบเก็บสำรองพลังงาน, โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และนิคมอุตสาหกรรมสีเขียว 

ทั้งหมดนี้ ดำเนินการควบคู่กับการขยายผลหลักสูตรภาษาจีนและทักษะวิชาชีพ เพื่อสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ที่เชี่ยวชาญทั้งภาษาและทักษะเทคโนโลยีเฉพาะทาง ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมและตลาดแรงงานอย่างตรงจุด ซึ่งที่สุดแล้วจะช่วยลดต้นทุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของไทย และดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เพื่อยกระดับให้ทั้งสองประเทศเป็นผู้นำการพัฒนาโมเดลสีเขียวในภูมิภาค

หนุนไทยเปิดตลาด ผสานห่วงโซ่อุปทาน-อุตสาหกรรมแน่นแฟ้น

นายจาง กล่าวต่อไปว่า จีนมีความตั้งใจที่จะยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้ากับไทย ในโอกาสก้าวสู่จุดเริ่มต้นใหม่ของ "50 ปีทอง" แห่งความสัมพันธ์ทางการทูต โดยเน้นย้ำว่า ฝ่ายจีนเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านที่ฝ่ายไทยสามารถไว้วางใจและพึ่งพาได้เสมอมา 

พร้อมมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนศักยภาพความร่วมมือให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนใหม่ในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกัน ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวยิ่งได้รับกระชับให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น 

โดยเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ชี้ให้เห็นว่า ประเทศจีนเป็นผู้ปกป้องความยืดหยุ่นและเสถียรภาพของห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างแน่วแน่มาโดยตลอด 

สำหรับทิศทางเศรษฐกิจจีนในปัจจุบันยังคงมุ่งเน้นการสร้างเสถียรภาพ มีการปรับโครงสร้างให้เหมาะสมยิ่งขึ้น และขับเคลื่อนด้วยพลังนวัตกรรมใหม่ ๆ ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2026 มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนสูงเกินกว่า 100 ล้านล้านหยวน

โดยมีสัดส่วนของพลังขับเคลื่อนใหม่ อาทิ อุตสาหกรรมไฮเอนด์ เศรษฐกิจดิจิทัล และภาคบริการสมัยใหม่ ที่ร่วมสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่า 40% นอกจากนี้ จีนยังติดอันดับ 1 ใน 10 เขตเศรษฐกิจที่มีนวัตกรรมโดดเด่นที่สุดในโลกติดต่อกันเป็นปีที่ 2 และมีคลัสเตอร์นวัตกรรม Top 100 มากที่สุดในโลกติดต่อกัน 4 ปี

พร้อมทั้งกำลังเร่งผลักดันภาคการผลิตไปสู่ระดับไฮเอนด์ ความเป็นอัจฉริยะ และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยยึดมั่นว่าไม่ว่าสภาพแวดล้อมภายนอกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ประตูแห่งการเปิดกว้างของจีนจะยิ่งเปิดกว้างขึ้น

“ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าจีน-ไทย มีอนาคตที่กว้างไกลและเต็มไปด้วยความหวัง จีนมุ่งหวังที่จะใช้ตลาดที่เปิดกว้าง ความร่วมมือในห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานที่แน่นแฟ้น เป็นพลังขับเคลื่อน สร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันระหว่างจีน-ไทยให้ก้าวหน้าและมั่นคงยิ่งขึ้นต่อไป”