วันอังคาร ที่ 3 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

รมว.อุตสาหกรรมหนุนขึ้นสรรพสามิตรถ EV นำเข้า ส่งเสริมผู้ผลิตรถในประเทศ

วราวุธหนุนนโยบายขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ใช้มาตรการภาษีสรรพสามิตรถ EV นำเข้ากระตุ้นการลงทุนผลิตในประเทศ

KEY POINTS

  • กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอให้ปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่นำเข้าสำเร็จรูปทั้งคัน
  • เพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตรถยนต์เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย และสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการที่ลงทุนในประเทศ
  • มีเป้าหมายเพื่อปกป้องห่วงโซ่อุปทานและผู้ผลิตชิ้นส่วน SME ในประเทศ จากผลกระทบของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV
  • อัตราภาษีจะผูกกับสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) โดยยิ่งใช้ชิ้นส่วนในประเทศมาก ภาษีจะยิ่งถูกลง

วันนี้ (3 พ.ย.) ที่จ.อุดรธานี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่ากระทรวงอุตสาหกรรม ได้เสนอความเห็นประกอบการพิจารณาของ คณะรัฐมนตรี  (ครม.) ถึงมาตรการภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ว่านโยบายปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูปทั้งคัน นั้นเพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการเร่งเข้ามาตั้งโรงงานและทำการผลิตภายในประเทศไทย 

ซึ่งการใช้ภาษีสรรพสามิตจะเข้ามาช่วยชดเชย (Offset) สิทธิประโยชน์ทางภาษีนำเข้า เพื่อสร้างความเป็นธรรมและป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการที่ลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศต้องเสียเปรียบผู้ที่นำเข้ารถยนต์เข้ามาจำหน่ายทั้งคัน

ทั้งนี้ ภาครัฐยึดหลักการดูแลผู้ประกอบการและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เดิม โดยเฉพาะค่ายรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่นที่ร่วมสร้างและพัฒนาเศรษฐกิจไทยมานานหลายสิบปีจนมั่นคง ซึ่งในยามที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Disruption) ภาครัฐจะไม่ยึดหลักได้ใหม่แล้วลืมเก่าแต่จะจับมือร่วมกันหาทางออกและช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเดิมอย่างรอบด้าน

นายวราวุธ กล่าวอีกว่า การเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) ที่มีชิ้นส่วนประมาณ 20,000–30,000 ชิ้นต่อคัน มาสู่รถยนต์ไฟฟ้าที่มีชิ้นส่วนลดลงเหลือเพียงหลักพันชิ้น หากเน้นการนำเข้าตัวรถหรือชิ้นส่วนจากต่างประเทศทั้งหมด จะส่งผลกระทบให้ห่วงโซ่อุปทานและผู้ผลิต SME ในไทยต้องล่มสลาย 

ภาครัฐจึงนำระดับการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) มาเป็นเงื่อนไขทางภาษี โดยยิ่งผู้ผลิตใช้ Local Content ในสัดส่วนที่สูงขึ้น อัตราภาษีก็จะยิ่งถูกลง ซึ่งปัจจุบันรถยนต์บางรุ่นในท้องตลาด เช่น รถกระบะ มิตซูบิชิ (Mitsubishi) มีการใช้ Local Content เกินกว่า 60% และในบางรุ่นสูงถึง 70–80%

นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม มีแนวทางเร่งยกระดับผู้ประกอบการ SME ไทยที่มีจุดแข็งด้านความแม่นยำในการผลิต (Precision Manufacturing) ให้สามารถปรับบทบาท (Pivot) ไปสู่การเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง (High-tech Industry) เช่น การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) และแผ่นเวเฟอร์ (Wafer)


ความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานไทยยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนต่างชาติ

โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนจากไต้หวันซึ่งเข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้วประมาณ 65,000 ล้านบาท อยู่ระหว่างเตรียมลงทุนเพิ่มอีกประมาณ 20,000 ล้านบาท และมีเป้าหมายขยายการลงทุนในอนาคตอีกเกือบ 100,000 ล้านบาท 

ขณะเดียวกัน ภาครัฐได้เปิดรับฟังความคิดเห็นและหารือร่วมกับผู้ประกอบการค่ายรถยนต์ต่างๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน