ครม.สัญจร อนุมัติขึ้นภาษีสรรพสามิตรถนำเข้า BEV-REEV สูงสุด 35% มีผล 1 ม.ค.70 ป้องฐานผลิตในไทย “เอกนิติ” แจงค่ายรถญี่ปุ่น 17 พ.ย.นี้ "ค่ายรถ" คาดยอดขาย EV ปลายปีคึกคัก "ภาษีสรรพสามิตใหม่” ศึกสายเลือดค่ายรถจีน หลายแบรนด์จีนต้องการปรับภาษี “ตงเฟิง” พร้อมขึ้นไลน์ประกอบในไทย “ลีปมอเตอร์” มองไทยระยะยาว "เอ็กซ์เผิง" เห็นด้วยรัฐห่วงชิ้นส่วนในประเทศ
KEY POINTS
- แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมยานยนต์ระบุว่า นอกจากค่ายรถญี่ปุ่นแล้ว ยังมีค่ายรถยนต์จีนหลายแบรนด์ที่ต้องการให้มีการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิต EV โดยเฉพาะแบรนด์ที่มีฐานการประกอบในไทยเรียบร้อยแล้ว
- ค่ายรถยนต์จีน ตงเฟิง มีความเห็นตรงกันกับพันธมิตรในไทยว่าจะต้องเปิดสายการผลิตในประเทศอย่างแน่นอน โดยรอความชัดเจนจากภาครัฐ
- ลีปมอเตอร์ยืนยันว่าต้องการลงทุนในไทยระยะยาว ไม่ใช่แค่การนำเข้ามาขาย และกำลังศึกษาแผนการประกอบรถในประเทศ (CKD)
- เอ็กซ์เผิงรับรู้เรื่องการปรับโครงสร้างภาษีมาระยะหนึ่งแล้ว และเห็นด้วยกับการใช้มาตรการภาษีเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมชิ้นส่วนในประเทศ
การประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) จ.อุดรธานี วันที่ 3 พ.ย.2569 เห็นชอบขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่อย่างเดียวและขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (BEV) จากอัตรา 10% เป็นอัตรา 35% และรถยนต์แบบพลังงานผสมเชื้อเพลิงและไฟฟ้าที่ชาร์จได้ (REEV) จากอัตรา 15% เป็นอัตรา 35%
ทั้งนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2570 เพื่อให้เวลาผู้ประกอบการและผู้ขายรถยนต์มีเวลาปรับตัวกับมาตรการภาษีใหม่
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลต้องการสนับสนุนให้ไทยเป็นฐานการผลิตและเป็นฐานการส่งออก รวมทั้งรักษาบริษัทที่เป็นห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ที่จ้างงานคนไทยมาก
"เขาผลิตในประเทศแต่เขาไม่ได้รับการดูแลเพราะโลกพัฒนาไปเร็ว และมีการนำเข้ามาทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม วันนี้จึงต้องรักษาฐานการผลิตในประเทศและช่วยให้เกิดการลงทุนใหม่” นายเอกนิติ ระบุ
นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลให้กรมสรรพสามิตเจรจาการลงทุนใหม่ตามโครงสร้างภาษี โดยใครมาลงทุนจะได้อัตราพิเศษ ซึ่งมติ ครม. มอบให้สรรพสามิตไปเจรจา และล่าสุดมีนักลงทุนหลายรายเริ่มมาหารือสนใจลงทุนในไทย ขยายฐานการผลิต เพื่อใช้สิทธิประโยชน์
ทั้งนี้รัฐบาลจะนำมาตรการภาษีไปชี้แจงนักลงทุนญี่ปุ่นในการโรดโชว์กับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่ญี่ปุ่นวันที่ 17 พ.ย.2569 โดยมาตรการภาษีนี้ไม่เอื้อเฉพาะนักลงทุนญี่ปุ่น แต่สร้างความเป็นธรรมให้ผู้ผลิตรถยนต์ทุกค่ายที่ผลิตรถยนต์หรือชิ้นส่วนรถยนต์ในไทย
หวังดูแลซัพพลายเชนปัจจุบัน
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอความเห็นประกอบการพิจารณาของ ครม. โดยการใช้ภาษีสรรพสามิตจะชดเชยสิทธิประโยชน์ทางภาษีนำเข้า เพื่อสร้างความเป็นธรรมและป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการที่ตั้งฐานการผลิตในประเทศต้องเสียเปรียบผู้ที่นำเข้ารถยนต์เข้ามาจำหน่ายทั้งคัน
ทั้งนี้ ภาครัฐยึดหลักการดูแลผู้ประกอบการและห่วงโซ่อุปทานเดิม โดยเฉพาะค่ายรถญี่ปุ่นที่ร่วมสร้างและพัฒนาเศรษฐกิจไทยมาหลายสิบปีจนมั่นคง ซึ่งเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และภาครัฐจะไม่ได้ใหม่แล้วลืมเก่า แต่จะจับมือร่วมกันหาทางออกและช่วยผู้ประกอบการรายเดิม
นายวราวุธ กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) ที่มีชิ้นส่วน 20,000-30,000 ชิ้นต่อคัน มาสู่ EV ที่มีชิ้นส่วนเหลือหลักพันชิ้น หากเน้นนำเข้าตัวรถหรือชิ้นส่วนทั้งหมดจะกระทบห่วงโซ่อุปทานและผู้ผลิต SME ไทยต้องล่มสลาย
ทั้งนี้ ภาครัฐนำระดับการใช้ชิ้นส่วนในประเทศมาเป็นเงื่อนไขภาษี โดยยิ่งผู้ผลิตใช้ Local Content สัดส่วนสูงขึ้นจะทำให้อัตราภาษีถูกลง ซึ่งปัจจุบันรถยนต์บางรุ่นใช้วัตถุดิบในประเทศสูง เช่น รถกระบะ มิตซูบิชิ (Mitsubishi) ใช้เกิน 60% และบางรุ่นสูงถึง 70-80%
ขณะเดียวกัน ภาครัฐเปิดรับฟังความคิดเห็นและหารือร่วมกับผู้ประกอบการค่ายรถยนต์ต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน
ผู้ประกอบการรับรู้ล่วงหน้า
นายสัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม และกรรมการ บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็มจีซี-เอเชีย กล่าวว่า การปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ รถ EV นำเข้าที่สูงจากอัตราเดิมมาก
ทั้งนี้ คงไม่สร้างความประหลาดใจให้กับผู้ประกอบการ เพราะก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงอัตราภาษีคาดการณ์ที่ใกล้เคียงกับภาษีที่จะประกาศบังคับใช้จริง คือ 35%
ดังนั้น มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ คือ ผู้ประกอบการที่มีแผนจะลงทุนประกอบรถในประเทศ (CKD) อยู่แล้ว คงจะเร่งรีบดำเนินการ หลังจากรับรู้รายละเอียดอย่างเป็นทางการแล้ว
ส่วนผู้ที่ไม่มีแผน CKD หากยังดำเนินธุรกิจต่อไป คงไม่ใช่เรื่องง่ายนักในการทำตลาดที่การแข่งขันสูง
คาดยอดขาย EV ปลายปีคึกคัก
สำหรับการเพิ่มภาษีคาดว่าจะทำให้ระดับราคารถยนต์เพิ่มขึ้นพอสมควร ยกเว้นแบรนด์จะแบกรับส่วนต่างเอาไว้ ด้านแหล่งข่าวระบุว่าขณะนี้พบว่ามีบางแบรนด์ที่นำรถเข้ามาสต็อกเพิ่มเติมเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้ทันกับอัตราภาษีเดิม ซึ่งจะมีผลทำให้ EV เติบโตยิ่งขึ้นจากปัจจุบันที่ขยายตัวอย่างโดดเด่นอยู่แล้ว
ทั้งนี้ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ก.ย.) จากข้อมูลของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พบ
- ยอดขายรถยนต์รวม 521,226 คัน เพิ่มขึ้น 16.35% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
- ในจำนวนนี้เป็นรถยนต์นั่ง EV 161,532 คัน คิดเป็นสัดส่วน 30.99% ของยอดขายรวม
- เติบโตช่วง 9 เดือน ปีนี้ เติบโต 98.56%
ขณะที่ภาพรวมการซื้อขายคาดว่าจะคึกคักเป็นพิเศษในช่วงปลายปี โดยเฉพาะในงานมหกรรมยานยนต์ ซึ่งปีที่ผ่านมาก็ได้รับแรงหนุนจากการหมดมาตรการ อีวี 3.0 ทำให้ยอดจองในงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 7 หมื่นคัน
“สรรพสามิตใหม่” ศึกสายเลือดค่ายจีน
สำหรับแนวคิดการปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิตอีวีนำเข้าเป็นเรื่องที่พูดและดำเนินการกันมายาวนาน โดยแต่เดิมคาดว่าจะสรุปได้ภายในเดือน ก.ย. แต่คาดว่าผลกระทบจากน้ำท่วมทำให้ต้องเลื่อนออกไป
อย่างไรก็ตามหลังจากมีแนวคิดปรับภาษีทำให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อย และมีหลายแนวทาง ทั้งการมองว่าเป็นการลงโทษรถจากจีนที่ทำธุรกิจตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้โดยภาครัฐเอง คือ ภาษีสรรพสามิต 10% สำหรับรถนำเข้า และ 2% สำหรับรถซีเคดี
ทั้งนี้การเลือกทำตลาดรถนำเข้าไม่ได้หลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์ แต่ยอมเสียภาษีสูงกว่า เพราะเห็นว่าคุ้มค่ากว่า จากต้นทุนการผลิตในจีนที่ต่ำกว่าการผลิตในไทยไม่ต่ำกว่า 30% จึงมองว่าเป็นการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขของรัฐที่อาจจะไม่ถูกต้องนัก โดยเฉพาะการที่โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ เพิ่งผ่านการปรับโครงสร้างมาเมื่อไม่นานคือวันที่ 1 ม.ค.2569
และมีบางส่วนมองว่าการปรับโครงสร้างภาษียังมีผลมาจากการหนุนของแบรนด์รถยนต์ญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบจากอีวี โดยเฉพาะจากจีนในช่วงที่ผ่านมา
แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมยานยนต์ระบุว่า แบรนด์ญี่ปุ่นเคลื่อนไหวชัดเจนก็จริง แต่ในความเป็นจริงแล้ว แบรนด์จีนหลายแบรนด์ก็ต้องการให้ปรับภาษีเช่นกัน โดยเฉพาะแบรนด์จีน ที่มีฐานการประกอบในไทยเรียบร้อยแล้ว
“ตงเฟิง” พร้อมขึ้นสายประกอบในไทย
ส่วนความเคลื่อนไหวของแบรนด์รถยนต์ที่เคลื่อนไหวก่อนหน้านี้ หลายแบรนด์ยืนยันชัดเจนว่าจะลงทุน ซีเคดี เพื่อสามารถทำตลาดอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ในช่วงเวลานั้น ยังต้องรอรายละเอียดอย่างเป็นทางการ เพื่อการหารือกับบริษัทแม่จะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน
นายอนุวัชร อินทรภูวศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอไอ โมบิลิตี้ จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ โวย่า (Voyah) ซึ่งเตรียมเปิดตลาด และเปิดตัวรถยนต์รุ่นแรกปลายเดือน พ.ย.นี้
ระบุว่าก่อนการเปิดตัว บริษัทพูดคุยกับบริษัทแม่ คือ ตงเฟิง มอเตอร์ ผู้ผลิตรถรายใหญ่ของจีน โดยเบื้องต้นทั้ง 2 ฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่า จะต้องเปิดสายการผลิตแน่นอน โดยรอความชัดเจนจากภาครัฐ
โดยแนวทางการลงทุนอาจจะมี 3 ฝ่าย คือ เอไอฯ โวย่า และ พันธมิตร อีก 1 ราย โดยแนวทางลงทุนเป็นไปได้ทั้ง การร่วมกันลงทุนเอง หรือ การจ้างประกอบ ซึ่งจะสรุปอีกครั้งหลังมาตรการมีรายละเอียดที่ชัดเจน
“ลีปมอเตอร์” ยันมองไทยระยะยาว
นายเลียม ลิ่ว ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ลีปมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพและเป็นตลาดสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของบริษัทที่ต้องการอยู่ในไทยระยะยาว ไม่ได้มองแค่การนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายในช่วงที่ตลาดบูม
“เราไม่ได้มองว่าจะทำตลาด 3 ปี 5 ปี แต่มองการลงทุนระยะยาว อยู่ในไทยนาน ๆ โดยมองไกล 10 ปี 15 ปี หรือ 60 ปี ซึ่งเราอยากเป็นเหมือนกับที่โตโยต้าทำได้”
ที่ผ่านมาบริษัทศึกษาแผนซีเคดีในไทย และเดือน พ.ย.จะมีทีมงานจากจีนเข้ามาศึกษาเพิ่มเติม โดยเบื้องต้นบริษัทกำหนด 4 ทางเลือกสำหรับการประกอบ และคาดว่าการผลิตเฟสแรกจะอยู่ในระดับ 60,000 - 80,000 คัน/ปี
เอ็กซ์เผิง เห็นด้วยรัฐห่วงชิ้นส่วนในประเทศ
นายเจมส์ วู รองประธาน เอ็กซ์เผิง ประเทศจีน กล่าวว่า เอ็กซ์เผิงรับรู้ความเคลื่อนไหวปรับโครงสร้างภาษีมาระยะหนึ่งแล้ว ทำให้ไม่รู้สึกตกใจอะไร และเห็นด้วยกับการใช้มาตรการภาษี เป็นหนึ่งในแนวทางปกป้องอุตสาหกรรมชิ้นส่วนในประเทศ จากการเข้ามาลงทุนประกอบรถในประเทศมากขึ้น
ขณะที่เอ็กซ์เผิง ที่ผ่านมาศึกษาแผน CKD ในไทยต่อเนื่อง
"เราพร้อมปรับให้เข้ากับกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ทั้งนี้หากเปิดโรงงานในไทย ก็จะต้องมองในภาพรวมโอกาสของภูมิภาคอย่างอาเซียนด้วย”





