"ปลัดคลัง" คาดลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 และดีเซล B20 เป็นเวลา 3 เดือน ทำรัฐสูญเสียรายได้ 1.5 หมื่นล้านบาท ยันยังจัดเก็บรายได้ได้ตามเป้า ชงเก็บภาษีรถยนต์ EV ชดเชยรายได้ที่หายไป ยึดกรอบวินัยการคลัง ชูเป้าหมายให้ผู้ใช้รถหันมาใช้น้ำมันชีวภาพมากขึ้น
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งล่าสุด ที่ประชุมได้อนุมัติให้กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิต ดำเนินมาตรการลดภาษีสรรพสามิต เฉพาะน้ำมันแก๊สโซฮอล์ประเภท E20 และน้ำมันดีเซลประเภท B20 โดยมีกำหนดระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค. 2569 ถึงวันที่ 27 ม.ค. 2570
ทั้งนี้ คาดว่างบประมาณที่ใช้อุดหนุนทั้งหมด ผ่านมาตรการลดภาษี จะคิดเป็นวงเงินราว 5,100 ล้านบาทต่อเดือน หรือรวมทั้งสิ้นประมาณ 15,300 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาดำเนินมาตรการ โดยกระทรวงการคลังจะบริหารจัดการโดยใช้เครื่องมือจัดเก็บภาษีอื่น ๆ เช่น ภาษีรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เข้ามาชดเชยรายได้ภาษีในภาพรวมให้เป็นไปตามเป้าหมายต่อไป
ทั้งนี้ โครงสร้างราคาน้ำมันใหม่จะปรับลดอัตราภาษีในสัดส่วนของภาษีสรรพสามิตลงทั้งหมด แต่ยังคงสัดส่วนอัตราภาษีตามกลไกราคาคาร์บอน ที่ได้กำหนดราคาคาร์บอน 200 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ไว้ตามเดิม ซึ่งเมื่อคำนวณแปลงกลับมาเป็นภาษีน้ำมันจะอยู่ที่ประมาณ 30 - 40 สตางค์ต่อลิตร
ดังนั้น ภายหลังการปรับลดอัตราภาษี จะทำให้ราคาน้ำมันดีเซลประเภท B20 เสียภาษีลดลงจากเดิมที่ 5.953 บาทต่อลิตร ลดลงเหลือ 0.431 บาทต่อลิตร และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ประเภท E20 จากราคา 6.000 บาทต่อลิตร จะลดลงเหลือ 0.358 บาทต่อลิตร
นอกจากนี้ นายลวรณ ยังกล่าวด้วยว่า การปรับลดภาษีครั้งนี้จะเป็นการใช้เครื่องมือทางภาษีเข้าไปสนับสนุนอย่างมีวินัย โดยเลือกชดเชยเฉพาะกลุ่มน้ำมันชีวภาพ เท่านั้น ไม่ได้ปรับลดให้กับน้ำมันทุกประเภท
จุดประสงค์เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ใช้รถยนต์และภาคการขนส่งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาใช้น้ำมัน E20 และ B20 มากขึ้น ซึ่งหากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนำส่วนลดภาษีทั้งหมดไปส่งผ่านราคาน้ำมันหน้าร้าน จะทำให้ราคาน้ำมันชีวภาพมีส่วนต่างถูกกว่าน้ำมันทั่วไปได้มากถึง 10 บาทต่อลิตร





