วันอังคาร ที่ 3 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

แนะรัฐปรับนโยบาย ‘เลิกแจกเงินชดเชย‘ มุ่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานน้ำ

“ทีดีอาร์ไอ” แนะผ่าวิกฤติภัยพิบัติ-น้ำท่วม ชี้รัฐเปลี่ยนนโยบาย “แจกเงินชดเชย” สู่ “ลงทุนป้องกันล่วงหน้า” เสนอโครงสร้างพื้นฐาน 5 มิติ รับมือน้ำท่วม-ภัยแล้ง

KEY POINTS

  • “ทีดีอาร์ไอ” แนะผ่าวิกฤติภัยพิบัติ-น้ำท่วม ชี้รัฐเปลี่ยนนโยบาย “แจกเงินชดเชย” สู่ “ลงทุนป้องกันล่วงหน้า”
  • เสนอโครงสร้างพื้นฐาน 5 มิติ รับมือน้ำท่วม-ภัยแล้ง
  • เตือนอุโมงค์ กทม.แก้น้ำท่วมไม่ได้หลังฝนเปลี่ยนรูปแบบการตก
  • ส.อ.ท.เสนอใช้โมเดลจัดการน้ำปี 2554 มาปรับปรุง 10-30% ขณะที่หอการค้าแนะรัฐทบทวนจัดงบประมาณให้เหมาะสม 

การบริหารจัดการน้ำเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับหลายเรื่องทั้งชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน การทำเกษตร ไปถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลมีการใช้งบประมาณในการเยียวยาในแต่ละปีงบประมาณจำนวนมาก 

ทั้งนี้ปีงบประมาณ 2570 แม้ใช้ระบบประกันภัยพิบัติมาช่วย แต่รัฐบาลต้องใช้วงเงินการเยียวยาอุทกภัยในช่วงปลายเดือน ก.ย.2569 มากว่า 10,000 ล้านบาท จากงบประมาณกลางทั้งหมด 99,000 ล้านบาท

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ไทยเผชิญความหวาดกลัวและความไม่มั่นคงในชีวิตจาก 4 ปัจจัยคุกคามหลัก ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พัฒนาการของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตลอดจนการเข้าสู่สังคมสูงวัย

ขณะที่วิกฤติสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่ซ้ำซากหลายพื้นที่ เช่น จังหวัดน่าน และกรุงเทพมหานคร รวมทั้งปัญหาฝนแล้งและการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งกระทบการทำมาหากินของประชาชนทุกเพศทุกวัย

ทั้งนี้ระบบการจัดการน้ำต้องยืดหยุ่นในการรองรับภัยน้ำท่วมและภัยแล้งจากซุปเปอร์เอลนิญโญ่ โดยมีหลายประเทศกระทบมาก เช่น อินโดนีเซียเผชิญน้ำท่วมซ้ำซากจนต้องย้ายเมืองหลวง ซึ่งไทยต้องเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างก่อนเกิดวิกฤติเพิ่มขึ้น

แก้น้ำแบบ 5 มิติบูรณาการ 

ดร.สมเกียรติ ชี้ว่า ภาครัฐต้องเปลี่ยนแนวคิดจากการจ่ายเงินชดเชยหลังเกิดเหตุ ซึ่งใช้งบประมาณสูงและแก้ไขปัญหาไม่ยั่งยืนมาเป็นการลงทุนป้องกันล่วงหน้าผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 5 มิติแบบบูรณาการ ได้แก่

1.โครงสร้างพื้นฐานกายภาพ โดยเน้นการก่อสร้างทางระบายน้ำและสิ่งปลูกสร้างทางวิศวกรรม

2.โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว ได้แก่ การปลูกป่า การอนุรักษ์ธรรมชาติ และการเพิ่มพื้นที่ซับน้ำ

3.โครงสร้างพื้นฐานสีขาว โดยให้ความสำคัญกับการปรับปรุงเมืองให้เป็น “เมืองฟองน้ำ” (Sponge City) เพื่อซับน้ำฝนที่ตกหนัก และลดความร้อน

4.โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยเน้นพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าที่เป็นเงินลงทุนคุ้มค่า สะท้อนจากความสำเร็จการแจ้งเตือนภัยที่ จ.น่าน เปรียบเทียบความล้มเหลวที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

5.โครงสร้างพื้นฐานด้านกฎระเบียบ โดยเน้นบังคับใช้กฎหมายผังเมืองและผังน้ำ เพื่อห้ามสร้างโรงงานหรือที่อยู่อาศัยพื้นที่เสี่ยงภัย

การบริหารน้ำเน้นแก้ปัญหาแยกส่วน

ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำขาดการบูรณาการข้ามสาขาวิชาและเน้นแก้ปัญหาแบบแยกส่วน

ทั้งนี้กรุงเทพมหานคร เข้าใจผิดและมองว่า “อุโมงค์ระบายน้ำ” เป็นวิธีดีที่สุด ซึ่งไม่สอดคล้องแนวพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 ที่ทรงเน้นระบบ “แก้มลิง” ซึ่งต้องจัดหา “ที่อยู่ของน้ำ” และ “ที่ไปของน้ำ” แต่ปัจจุบันทางน้ำไหลธรรมชาติฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ถูกปล่อยให้พัฒนาเป็นหมู่บ้านจัดสรรจนระบบระบายน้ำเสียหาย

“บทเรียนจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ว่าเกิดจากปัญหาการบริหารจัดการและการเมือง โดยฝ่ายบริหารที่กำกับดูแลกรมชลประทานในขณะนั้นปิดประตูน้ำไม่ยอมให้น้ำไหลผ่านฝั่งตะวันออก จนส่งผลให้น้ำทะลักเข้าท่วมจังหวัดปทุมธานีและพื้นที่รอบนอกอย่างหนัก”ดร.นิพนธ์ กล่าว

ชี้กฎหมายต้องแก้จุดอ่อนเยียวยาเร็ว

มิติกฎหมายแม้ไทยมีกฎหมายและผังน้ำ แต่ไม่มีหน่วยงานใดกล้าออกกฎระเบียบบังคับใช้การใช้ประโยชน์ที่ดินจริงเพราะกังวลกระทบธุรกิจ ประกอบกับพฤติกรรมฝนเปลี่ยนเป็นการตกแช่บนภูเขา เช่น กรณีหาดใหญ่ที่ฝนตกจนเกิดดินโคลนถล่มแม้ในป่าสมบูรณ์ 

ขณะเดียวกันการจัดทำงบประมาณขาดการวางแผนล่วงหน้า แต่มักนำงบกลางที่เหลือช่วงปลายปีงบประมาณ เช่น งบกว่า 4,000 ล้านบาท มาเร่งจัดสรรโดยไม่มีโครงการรองรับ

นอกจากนี้มีปัญหาขาดข้อมูลความเสียหายและความสูญเสียต่อเนื่องหลังปี 2554 ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้บริษัทประกันภัยประเมินความเสี่ยงเพื่อกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยพิบัติไม่ได้ ซึ่งทำให้ระบบประกันภัยพิบัติเกิดขึ้นไม่ได้

สอท.แนะถอดโมเดลต่างประเทศ 

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า มหาอุทกภัยปี 2554 มีสาเหตุจากปริมาณฝนตกหนักเหนือเขื่อน ขณะที่การประเมินและการกักเก็บน้ำในเขื่อนสูงแต่ไม่ผันน้ำล่วงหน้า 

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวกระทบห่วงโซ่อุปทานระดับโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) ที่ขาดแคลนสินค้าและทำให้นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะญี่ปุ่นกังวลและกระทบความเชื่อมั่นมากจนนำไปสู่การระดมสมองระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน

รวมทั้งการศึกษาวิจัยพบว่าไทยฝนตกชุก แต่น้ำฝนถูกกักเก็บเพียง 15% ส่วนอีก 85% ไหลทิ้งลงสู่ทะเล ประกอบกับผังเมืองและการสร้างถนนขวางเส้นทางน้ำ รวมถึงสิ่งก่อสร้างทับซ้อนพื้นที่รับน้ำธรรมชาติ เช่น สนามบินสุวรรณภูมิ จึงนำไปสู่แผนการลงทุนบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน 300,000 ล้านบาท โดยคัดเลือกบริษัท K-Water จากเกาหลีใต้มาทำแผน

“แผนดังกล่าวเน้นสร้างแก้มลิงขนาดใหญ่ กระจายน้ำสู่ระบบชลประทานเกษตรกรรม และการสร้างอุโมงค์ระบายน้ำรวมถึงถนนสองวัตถุประสงค์ แต่โครงการดังกล่าวได้ล้มเลิกไป”

“งบเยียวยา” ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

นายเกรียงไกร กล่าวว่า ผ่านมากว่า 15 ปี ปัญหาน้ำท่วมเกิดซ้ำซากและรุนแรงขึ้นจากภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและฝนตกหนักสะสม (Rain Bomb) เช่น กรุงเทพฯ ฝนตกต่อเนื่อง 20-48 ชั่วโมง

ทั้งนี้ ภาครัฐจัดสรรงบเยียวยาแก้ปัญหาปลายเหตุปีละหลายหมื่นล้านบาท เช่น ปี 2568 อนุมัติงบเยียวยา 11,739 ล้านบาท และเพิ่มอีก 782 ล้านบาท ส่วนปี 2569 อนุมัติงบช่วยเหลือผู้ประสบภัย 10,500 ล้านบาท ครอบคลุม 1.48 ล้านครัวเรือน

ขณะที่เงินเยียวยาเป็นการจ่ายตรงของภาครัฐ แต่ไม่รวมความเสียหายทางเศรษฐกิจทั้งผลผลิตการเกษตร โลจิสติกส์ การหยุดชะงักของภาคอุตสาหกรรม ห่วงโซ่อุปทาน และความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งสร้างความเสียหายทางอ้อมรวมปีละหลายหมื่นล้านบาท

งบเยียวยาสู่ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งอย่างยั่งยืน นายเกรียงไกร ได้เสนอแนวทางขับเคลื่อน 4 ประการสำคัญ ดังนี้

1.นำแผนบริหารจัดการน้ำปี 2554 มาปรับปรุง เช่น แผนแก้มลิงและระบบผันน้ำ โดยนำมาปรับปรุงแก้ไข 10-30% ให้สอดคล้องผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐานปัจจุบันจะไม่ต้องนับหนึ่งใหม่

“รัฐบาลอาจเปลี่ยนงบประมาณจ่ายเยียวยาภัยพิบัติปลายเหตุให้เป็นงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ เพื่อกักเก็บน้ำหลากหน้าฝนไว้ใช้หน้าแล้งเป็นระบบ”

2.ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และระบบเตือนภัยล่วงหน้า โดยนำเทคโนโลยี AI, Big Data และข้อมูลดาวเทียมติดตามและวิเคราะห์ปริมาณน้ำฝน ซึ่งยกระดับระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าหลายชั่วโมง เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจมีเวลาอพยพและย้ายสิ่งของหรือยานพาหนะจะลดความสูญเสียจากพยากรณ์ผิดพลาด

3.ส่งเสริมความร่วมมือภาครัฐและเอกชน (PPP) และให้ภาคเอกชนร่วมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารจัดการน้ำ

4.ปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดผลงานภาครัฐ (KPI) ปรับเปลี่ยนจากการวัดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายการเบิกจ่ายงบเยียวยาเป็นการวัดจากผลลัพธ์เชิงจริง

เวียดนามลงทุนน้ำ“ผลผลิตแซงไทย”

นายเกรียงไกร กล่าวว่า การหารือร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และ World Bank เน้นย้ำจุดแข็งสำคัญของไทยที่อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร โดยถ้ามีระบบบริหารจัดการน้ำดีจะสร้างมูลค่าเพิ่มและเสริมสร้างความแข็งแกร่งห่วงโซ่อุปทาน

รวมทั้งไทยมีพื้นที่ชลประทานเพื่อการเกษตรเพียง 20% และไม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมามานาน ขณะที่เวียดนามพัฒนาระบบชลประทานเพื่อการเกษตรก้าวกระโดด 60-70% ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่แซงไทย เช่น ข้าว

ดังนั้น หากไทยปรับงบเยียวยาเป็นการลงทุนแหล่งกักเก็บน้ำและระบบชลประทาน จะช่วยขยายพื้นที่เพาะปลูก สร้างมั่นคงน้ำตลอดทั้งปี สร้างรายได้แก่เกษตรกรหลายสิบล้านคน และเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ

หอการค้าฯแนะรัฐทบทวนจัดงบ

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทุกรัฐบาลสนใจการบริหารจัดการน้ำ โดยไทยมีแผนบริหารจัดการน้ำมาหลายรัฐบาล แต่มีต้นทุนค่าเสียโอกาสจากการลงทุนและการขับเคลื่อนที่ไม่ต่อเนื่อง ซึ่งต้องเร่งผลักดันแผนให้เกิดเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ แต่ละปีรัฐใช้งบประมาณมากเยียวยาความเสียหายต่อประชาชน เกษตรกรรมและอุตสาหกรรม โดยน้ำจำเป็นต่อการเพาะปลูก การผลิตและการอุปโภคบริโภค รวมถึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินลงทุนหลายพื้นที่ เช่น เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

ดร.พจน์ กล่าวว่า ไทยมีน้ำพอแต่ต้องพัฒนาการบริหารจัดการและกักเก็บให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งถ้าจัดการน้ำไม่ดีจะเกิดต้นทุนแฝงและภาระภาครัฐ ประชาชนและภาคธุรกิจ แต่ถ้าบริหารจัดการได้เหมาะสมจะลดความเสียหาย เพิ่มผลผลิต และสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจได้ 

ดังนั้นรัฐบาลควรทบทวนการจัดสรรงบประมาณ เพิ่มน้ำหนักให้การลงทุนในระบบน้ำและโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน ควบคู่กับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ