วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

ถอดรหัส ‘อ้อย-น้ำตาล’ ในวันที่โจทย์ยากเกินกว่าแค่เรื่อง ‘ราคาตลาดโลก’

เปิดสัญญาณเตือนอุตสาหกรรม "อ้อย-น้ำตาล" สอน. เปิดวิกฤตชักหน้าไม่ถึงหลังของกองทุนฯ กับดักกฎระเบียบโลก-กำแพงการค้าสุ่มเสี่ยง ทำให้ไทยส่งออกไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยสู้ราคาตลาดโลก

สัญญาณเตือนจาก “ธวัช หะหมาน” ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ไม่เพียงตอกย้ำถึงความผันผวนของทิศทางอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทย แต่ยังเผยให้เห็นว่าอุตสาหกรรมนี้กำลังเดินเข้าสู่น่านน้ำใหม่ที่เต็มไปด้วยกับดักรอบด้าน ทั้งวิกฤตสภาพคล่องทางการเงิน กฎระเบียบสิ่งแวดล้อมโลก และสมรภูมิการค้าที่ซับซ้อนเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์

แม้ภาพรวมอีก 2 ปีข้างหน้า ราคาน้ำตาลในตลาดโลกจะมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น จากปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่กดดันผู้ส่งออกหลักอย่างไทย อินเดีย และออสเตรเลีย ทำให้ซัพพลายในตลาดตึงตัว แต่ความจริงที่น่ากังวลคือ ไทยในฐานะผู้ส่งออกอันดับ 2 ของโลกอาจไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากวัฏจักรราคาขาขึ้นนี้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย หากยังไม่สามารถปลดล็อกปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศได้

โครงสร้างทางการเงินของ “กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย” เผชิญภาวะ “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” สภาพคล่องเหลือเพียง 4,000 ล้านบาท ไม่เพียงพอต่อการอุ้มชูชาวไร่อ้อยเมื่อเกิดวิกฤต ซ้ำร้าย ข้อจำกัดทางกฎหมายภายใต้ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ยังปิดทางไม่ให้ภาครัฐอัดฉีดงบประมาณแผ่นดินลงไปอุดหนุนโดยตรงได้เหมือนในอดีต

แนวทางแก้ปัญหาด้วยการเตรียมกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) วงเงิน 5,000 ล้านบาท โดยให้รัฐช่วยอุดหนุนดอกเบี้ย และตั้งเป้าชำระคืนปีละ 1,000 ล้านบาทภายใน 5 ปี จึงเป็นเพียง “ยาบรรเทาปวด” ชั่วคราว

หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การหา New S-Curve เพื่อสร้างรายได้ใหม่เข้ากองทุนฯ ตั้งเป้าปีละ 2,000 ล้านบาท ผ่านการเก็บส่วนต่างค่าไฟฟ้าชีวมวลและการดึงส่วนแบ่งรายได้จากโรงงานเอทานอล

ส่วนการขึ้นราคาน้ำตาลทรายหน้าโรงงานถือเป็น “ทางเลือกสุดท้าย” เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพของประชาชน ขณะที่การขอจัดสรรส่วนต่าง 10-20 สตางค์จากโรงไฟฟ้าชีวมวล หรือการดึงส่วนแบ่งจากโรงงานเอทานอล ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และย่อมเกิดแรงต้านจากกลุ่มทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในห่วงโซ่อุปทานเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในขณะที่โครงสร้างประชากรไทยเดินหน้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” ทำให้การบริโภคน้ำตาลในประเทศลดลงจาก 2.6 ล้านตัน เหลือ 2.4 ล้านตันต่อปี ไทยจึงต้องพึ่งพาการส่งออกน้ำตาลมากกว่า 80% ของผลผลิตทั้งหมด

ทว่าเมื่อกวาดสายตามองไปในตลาดโลก “ประตูการค้า” หลายแห่งกลับปิดแคบลง จากมาตรการกีดกันทางการค้าทั้งที่เป็นภาษีและไม่ใช่ภาษี เช่น สหภาพยุโรป (EU) นำเข้าปีละ 4 ล้านตัน แต่ไทยส่งออกได้เพียง 4,000 ตัน เพราะติดล็อกด้านภาษีและมาตรฐาน สหรัฐอเมริกา (USA) ให้โควตาส่งออกเพียง 16,000 กว่าตัน ทั้งที่ไทยขอ 300,000 ตัน แต่พ่ายปัจจัยการเมืองโลก เมื่อฟิลิปปินส์ได้โควตา 150,000 ตัน ด้านจีนระงับนำเข้าน้ำเชื่อมจากไทยโดยอ้างเหตุด้านสุขอนามัย ส่วนเวียดนามตั้งกำแพงภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) สูงลิ่ว จากปัญหาน้ำตาลลักลอบนำเข้า เป็นต้น

สถานการณ์เหล่านี้สะท้อนว่า คุณภาพน้ำตาลและความพร้อมด้านความยั่งยืนตามมาตรฐาน Bonsucro และ CBAM เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป แต่จำเป็นต้องอาศัยยุทธศาสตร์การทูตการค้าที่รุกเข้มข้นยิ่งขึ้น เพื่อเร่งปิดดีล FTA และฟื้นฟูโควตาการค้าเดิมกลับคืนมา