วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

ไทยเร่งสร้างนิเวศ‘เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ’ จีนชูแผนพัฒนาฉ.15ชิงเค้กมูลค่า4ล้านล้าน

เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (Low-Altitude Economy)ณ ระดับความสูงไม่เกิน 3,000 เมตร กำลังเป็นเครื่องยนต์ตัวใหม่ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

สำหรับเศรษฐกิจนี้ ครอบคลุมทั้งการบิน การปฏิบัติการ การให้บริการ การผลิต และการบำรุงรักษา ได้ถูกบรรจุเป็น“อุตสาหกรรมเสาหลักใหม่”ของจีนตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติจีน ฉบับที่ 15 สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมการบินทั่วไป สู่การขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจยุคใหม่ระดับชาติ

ในปี 2569 จีนได้มีการขยายพื้นที่ทดลองการบินระดับต่ำหลายแห่ง อาทิ เครื่องบินไฟฟ้าที่ขึ้นลงแนวดิ่ง (eVTOL : electric Vertical Take-off and Landing)โดรนอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยวทางอากาศการบินระดับต่ำ ซึ่งคาดว่าในปี 2569 ขนาดอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจการบินระดับต่ำจะมีมูลค่าราว 4 ล้านล้านบาท และคาดการณ์ในปี 2573 จะสูงกว่า 10 ล้านล้านบาท

เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) และสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนามาตรฐานอากาศยานไร้คนขับและเทคโนโลยีระบบอากาศยานไร้คนขับที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการพัฒนาระบบนิเวศอากาศยานไร้คนขับ เพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย และเตรียมความพร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมอากาศยานไร้คนขับและเศรษฐกิจน่านฟ้าต่ำ (Low-altitude Economy) ของประเทศไทย 

CAATจับมือ สทป. ลุยเศรษฐกิจน่านฟ้าต่ำ 

โดยมี พลเอก นภนต์ สร้างสมวงษ์ ประธานกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยพลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการ CAAT และพลเอก ดร.ชรัต อุ้มสัมฤทธิ์ ผู้อำนวยการ สทป. ร่วมลงนาม

การลงนามครั้งนี้เป็นการต่อยอดความร่วมมือระหว่าง CAAT และ สทป. ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการประสานงานและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งสร้างกรอบความร่วมมือที่ชัดเจนในการพัฒนามาตรฐานด้านการบิน การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี การเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อสนับสนุนการนำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับมาใช้งานอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ภายใต้กฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

สาระสำคัญของความร่วมมือครอบคลุมการศึกษาและพัฒนามาตรฐานอากาศยานไร้คนขับและเทคโนโลยีการบินรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะอากาศยานขึ้นลงทางดิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้า (eVTOL) การศึกษามาตรฐานความสมควรเดินอากาศ ตลอดจนการพัฒนาพื้นที่ทดสอบและทดลอง (Sandbox) รวมถึงพื้นที่ทดสอบมาตรฐานการบินสำหรับอากาศยานไร้คนขับ (UAS Flight Testing Base) เพื่อรองรับการทดสอบเทคโนโลยีและประเมินความพร้อมด้านความปลอดภัยก่อนนำไปประยุกต์ใช้งานจริง

สร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจรูปแบบใหม่

“ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมศึกษาแนวทางพัฒนาระบบนิเวศเศรษฐกิจน่านฟ้าต่ำ (Low-altitude Economy) เพื่อรองรับการใช้ประโยชน์จากห้วงอากาศระดับต่ำอย่างปลอดภัยและเป็นระบบ ควบคู่กับการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งศูนย์ซ่อมบำรุง ผลิต และพัฒนาเทคโนโลยีระบบอากาศยานไร้คนขับ (MRO & Development Center) ในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี บุคลากร และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอากาศยานไร้คนขับในระยะยาว”

ทั้งนี้ CAAT ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมด้านกฎระเบียบและมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อรองรับการพัฒนาและการใช้งานอากาศยานไร้คนขับและอากาศยานรูปแบบใหม่ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือดังกล่าวจะคำนึงถึงข้อกำหนดด้านความปลอดภัยการบินพลเรือน มาตรฐานสากล และความมั่นคงของประเทศ ควบคู่กับการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อให้การเติบโตของอุตสาหกรรมเป็นไปอย่างมีทิศทางและสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย

      ข้อมูลจาก สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ เมืองชิงต่าว ประเทศจีน ระบุว่า โครงสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมเศรษฐกิจการบินระดับต่ำแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ต้นน้ำ:การผลิตอุปกรณ์การบินระดับต่ำ (Low-Altitude Manufacturing)ซึ่งเป็นรากฐานของอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์ ครอบคลุมถึงอากาศยานไร้คนขับ (UAV/Drones)เครื่องบินไฟฟ้าที่ขึ้นลงแนวดิ่ง (eVTOL)ระบบควบคุมการบิน แบตเตอรี่สถานะแข็ง (Solid-state)และคาร์บอนไฟเบอร์เกรดการบิน ซึ่งก็จะมีอุปสรรคทางเทคโนโลยีสูงที่สุด รวมทั้งสงครามราคานำมาสู่การลดต้นทุนผลิต

ชี้ปี69จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ 

กลางน้ำ:การดำเนินงานการบินระดับต่ำ (Low-Altitude Operation)ซึ่งเป็นหัวใจหลักของอุตสาหกรรมประกอบด้วยเครือข่ายอินเทอร์เน็ตอัจฉริยะ ระบบควบคุมการจราจรทางอากาศดิจิทัล (Air Traffic Management)และสนามบินขึ้น-ลง (Vertiports)โดยมีความท้าทายด้านเงินลงทุนมหาศาลและระยะเวลาคืนทุนที่ค่อนข้างช้า

ปลายน้ำ:การบริการการบินระดับต่ำ (Low-Altitude Services)ถือเป็นจุดสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงที่สุด ครอบคลุมการขนส่งโลจิสติกส์ การเดินทางทางอากาศในเมือง (Urban Air Mobility : UAM)การท่องเที่ยว การเกษตร/ป่าไม้ และการกู้ภัยฉุกเฉิน

"ปี 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ โดยยกระดับจากเดิมที่เป็นโครงการนำร่อง สู่การสร้างกฎหมาย การจัดหมวดหมู่กำกับดูแลกลุ่มอากาศยาน และการวางระบบกำกับดูแลการบินอย่างเป็นรูปธรรม โดยด้านนโยบายมีการปฏิรูปอย่างต่อเนื่องผ่านการบังคับใช้กฎระเบียบจำแนกการบิน ลดขั้นตอนการอนุมัติเที่ยวบิน และสนับสนุนให้ระดับจังหวัดและเมืองจัดตั้งพื้นที่สาธิตการบินเพื่อการขนส่งระยะสั้น การท่องเที่ยว และการขนส่งสินค้าในเมือง ,การสนับสนุนจากภาครัฐหลายพื้นที่ได้ออกนโยบายอุดหนุนเงินทุนสำหรับวิจัยพัฒนาตัวเครื่อง สร้างจุดขึ้น-ลง และดำเนินงานเส้นทางบินสาธิต พร้อมมอบสิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูดห่วงโซ่อุตสาหกรรมเข้าสู่พื้นที่

เปิดโครงสร้าง 3 ตลาดหลักรับโอกาสใหม่

ด้านอุปสงค์ตลาดแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ตลาดหลักปัจจุบันงานภาคอุตสาหกรรม เช่น ตรวจสอบระบบไฟฟ้า ท่อก๊าซ งานสำรวจ และเกษตรกรรม ,ตลาดเติบโตการท่องเที่ยวทางอากาศและการขนส่งสินค้าด่วน (โดรน/นั่งเฮลิคอปเตอร์ชมเมือง) และตลาดอนาคตการขนส่งผู้โดยสารในเมือง (Air Taxi)ยังต้องรอการอนุมัติ และลดต้นทุน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าขนาดตลาดจะมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่อุตสาหกรรมยังเผชิญความท้าทายสำคัญ ดังนี้ ข้อจำกัดด้านนโยบายและน่านฟ้า เพราะกระบวนการอนุมัติและแจ้งบินยังมีความซับซ้อน ทำให้การบินข้ามเขตยังมีอุปสรรคสูง

ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในระยะสั้น ยานพาหนะแบบeVTOLส่วนใหญ่ยังติดขั้นตอนการทดสอบบินและรับรองความสมควรเดินอากาศ (Airworthiness)ทำให้ยังไม่สามารถทำกำไรเชิงพาณิชย์ได้ทันที และโครงสร้างพื้นฐานยังไม่เพียงพอรองรับ อาทิ สถานีขึ้น-ลง ระบบสื่อสาร และสถานีบำรุงรักษายังต้องใช้เงินลงทุนสูง ส่งผลให้อัตราการขยายตัวทางธุรกิจยังชะลอตัว

สำหรับความเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว นั้นพบว่าจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างในการผลักดันเศรษฐกิจการบินระดับต่ำให้เป็นเสาหลักการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจยุคใหม่ของจีน เป็นโอกาสทางธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร ผู้พัฒนาเทคโนโลยี และผู้ให้บริการ ได้ดังนี้ 

ต่อยอดอุตฯยานยนต์ในไทยสู่เศรษฐกิจใหม่

 1.โอกาสในการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ได้แก่ชิ้นส่วนและวัสดุขั้นสูงในอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และวัสดุคอมโพสิต (เช่น คาร์บอนไฟเบอร์/พลาสติกวิศวกรรม) ซึ่งสามารถยกระดับสายการผลิตสู่การเป็นซัปพลายเออร์ผลิตชิ้นส่วนเกรดการบินระดับต่ำ (Aviation-grade components)ให้กับผู้ผลิตโดรนหรือeVTOLซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่มีมูลค่าสูงกว่า , ธุรกิจบริการซ่อมบำรุงชิ้นส่วน เช่น โดรนเกษตรและโดรนอุตสาหกรรม ,การพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เหมาะกับการใช้งานเฉพาะทาง

2. มุ่งเจาะธุรกิจบริการการบินระดับต่ำ (Low-Altitude Services)ที่เหมาะกับบริบทของไทย เช่น ภาคเกษตรกรรมบริการฉีดพ่นและสำรวจแปลงเกษตรขนาดใหญ่ (Smart Farming) ,ภาคพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานบริการโดรนตรวจเช็กเสาไฟฟ้าแรงสูง สายส่งก๊าซ กังหันลม หรือรอยแตกร้าวของเขื่อน/ตึกสูง ,ภาคสาธารณสุขบริการส่งมอบยา/การแพทย์ฉุกเฉินในพื้นที่ที่เข้าถึงยากหรือเกิดอุทกภัย รวมทั้งการกู้ภัย , การขนส่งมิติใหม่(Drone Delivery)เช่น การขนส่งสินค้าด่วน หรือสินค้าอีคอมเมิร์ซ เป็นต้น และการท่องเที่ยวจุดขายใหม่อาทิ บริการชมทิวทัศน์สถานที่ท่องเที่ยว การเดินทางเชื่อมต่อระหว่างเกาะระยะสั้น หรือการจัดโชว์โดรนแปลอักษรในเทศกาลสำคัญ

ไทยเร่งสร้างนิเวศ‘เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ’  จีนชูแผนพัฒนาฉ.15ชิงเค้กมูลค่า4ล้านล้าน