วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

‘เวียดนาม‘เยือน’อียู’ต่อยอด‘เอฟทีเอ’ อุตฯเครื่องนุ่งห่มชูข้อตกลงการค้าบุกตลาดยุโรป

ภาคการค้าระหว่างประเทศของไทยมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 60% แต่เสาหลักทางเศรษฐกิจของไทยกำลังอยู่ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด

ข้อมูลจาก เว็บไซต์dw.com ระบุว่า ความตกลงการค้าเสรีสหภาพยุโรป-เวียดนาม หรือ EVFTA ทำให้เวียดนามส่งออกสินค้าไปอียูได้มากกว่าที่อียูส่งไปขายที่เวียดนาม พิสูจน์ได้จากสถิติการขาดดุลการค้าสินค้าของอียูกับเวียดนามมูลค่า 51,700 ล้านยูโร ในปี 2568 เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากราว 24,000 ล้านยูโร เมื่อปี 2562 ในช่วงเวลาไม่ถึง 10 ปี 

      ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้ทำให้ เวียดนามและอียู ห่างกันหรือขัดแย้งกันแต่ในทางตรงกันข้ามความสัมพันธ์สองฝ่ายกำลังจะยิ่งแน่นแฟ้นมากขึ้น  การเยือนยุโรปของโต เลิม เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีเวียดนาม ระหว่างวันที่ 19–24 ต.ค. ที่ผ่านมา  มีเป้าหมายเพื่อกระชับความสัมพันธ์ของเวียดนามกับเดนมาร์ก สหภาพยุโรป และเบลเยียม

       การเดินทางเยือนอียูอย่างเป็นทางการครั้งนี้มีขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังเวียดนามลงนามความตกลงการค้าเสรีกับสมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) ซึ่งประกอบด้วยนอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์

“ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างเวียดนามกับยุโรปแน่นแฟ้นขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลังมีความตกลง EVFTA ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนส.ค. 2563 ช่วยขยายความสัมพันธ์ทางการค้าของเวียดนามกับประเทศยุโรปท่ามกลางสงครามภาษีศุลกากรทั่วโลก” 

เวียดนามข้อต่อห่วงโซ่อุปทานอียูในเอเชีย

คัก ซาง เหงียน  นักวิจัยรับเชิญของสถาบัน ISEAS–Yusof Ishak ในสิงคโปร์ กล่าวกับ DW ว่า เวียดนามเป็นฐานการผลิตที่มั่นคงและเป็นอีกข้อต่อหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานของอียูในเอเชีย ขณะที่อียูก็เป็นแหล่งเงินทุน เทคโนโลยี และตลาดขนาดใหญ่แก่เวียดนาม ซึ่งช่วยให้เวียดนามลดการพึ่งพาอุปสงค์จากสหรัฐและวัตถุดิบอุตสาหกรรมจากจีน จึงถือได้ว่าเป็นความสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย 

        ปัจจุบันเวียดนามเป็นคู่ค้าสินค้ารายใหญ่ที่สุดของอียูในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน และใหญ่เป็นอันดับ 14 ของโลกสำหรับอียู ด้านอียูก็เป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 4 ของเวียดนามและเป็นแหล่งเงินลงทุนจากต่างประเทศที่สำคัญ

อย่างไรก็ตาม หนทางแห่งความสัมพันธ์นี้ไม่ได้ราบรื่นนัก เพราะในระหว่างการเจรจา EVFTA นั้น อียูมีเงื่อนไขว่า เวียดนามต้องยอมรับพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชน การคุ้มครองแรงงาน และมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ทำให้เวียดนามเองต้องปฏิรูปกฎหมายแรงงานให้มีองค์กรแรงงานอิสระได้ และปรับกฎระเบียบภายในประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)

ธุรกิจเล็กในเวียดนามถูกกดดันจากระเบียบอียู

      แม้EVFTAจะส่งผลดีในภาพรวมแต่พบว่าธุรกิจขนาดเล็กในประเทศเวียดนามค่อนข้างจะตกที่นั่งลำบากในการรับมือข้อกำหนดการนำเข้าที่ซับซ้อนของยุโรป ทั้งมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และกฎระเบียบว่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่า ของอียูหรือ EUDR ซึ่งกำหนดให้ธุรกิจต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการผลิตและห่วงโซ่อุปทานละเอียดขึ้นหากเข้าเงื่อนไขระเบียบดังกล่าว ซึ่งเวียดนามกำลังพยายามอย่างมากเพื่อเพิ่มประโยชน์จากข้อตกลงทางการค้าพร้อมลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

สำหรับประเทศไทย มีข้อตกลงการค้าเสรีกับ สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป หรือ   FTA ไทย–EFTA กำหนดมีผลบังคับใช้ ม.ค. 2570  ส่วนการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป (European Union: EU) หรือ FTA ไทย-อียู นั้น ทั้งสองฝ่ายย้ำความมุ่งมั่นที่จะเร่งรัดการเจรจา FTA ไทย-EU ให้สามารถสรุปผลได้ภายในปี 2569 ปัจจุบันมีการเจรจารอบที่ 10 เมื่อ28  ก.ย. - 6 ก.ย. 2569 ที่จังหวัดภูเก็ต

ชลัมพล โลทารักษ์พงศ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย  กล่าวภายหลังเข้าพบ อารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อหารือแนวโน้มการส่งออกเครื่องนุ่งห่มไทยจากความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (FTA ไทย–EU) และแนวทางดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว ว่า แม้เศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลกระทบต่อตลาดส่งออกสำคัญ โดยในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 การนำเข้าเครื่องนุ่งห่มของสหรัฐลดลง 7.1% และสหภาพยุโรปลดลง 3.8% แต่คาดว่าการส่งออกเครื่องนุ่งห่มไทยในปีนี้จะยังคงทรงตัว หลังจากขยายตัว 5% ในปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงศักยภาพและความสามารถในการปรับตัวของผู้ประกอบการไทย

อุตฯเครื่องนุ่งห่มเชื่อเอฟทีเอไทย-อียูช่วยดันส่งออก

“FTA ไทย–EU ถือเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาดส่งออก โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มการส่งออกเครื่องนุ่งห่มไทยไปยังสหภาพยุโรปได้ 20–57% ภายใน 5 ปีหลังความตกลงมีผลบังคับใช้ ซึ่งปัจจุบันแบรนด์แฟชั่นยุโรปเริ่มให้ความสนใจประเทศไทยมากขึ้น”

ดังนั้น สมาคมฯ จึงร่วมมือกับ Apparel Sourcing Club ประเทศเยอรมนี เตรียมจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างผู้ผลิตไทยกับแบรนด์แฟชั่นยุโรป รวมถึง Hugo Boss และ Vaude เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและขยายฐานลูกค้าใหม่

ขณะเดียวกัน สมาคมฯ ยังเดินหน้าส่งเสริมการลงทุนด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอต้นน้ำจากไต้หวัน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตผ้าฟังก์ชันประสิทธิภาพสูง และสิ่งทอที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งผสานจุดแข็งของไต้หวันเข้ากับศักยภาพของไทยด้านการผลิตเครื่องนุ่งห่ม และฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อพัฒนาห่วงโซ่การผลิตครบวงจรตั้งแต่ เม็ดพลาสติก เส้นใย ผ้าผืน ไปจนถึงเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าการผลิตภายในประเทศ ลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า และสนับสนุนการปฏิบัติตามกฎถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้ FTA ไทย–EU

ทั้งนี้ สมาชิกของ Taiwan Textile Federation ได้แสดงความสนใจต่อโอกาสการลงทุนในประเทศไทย โดยสมาคมฯ มีแผนเชิญคณะผู้ประกอบการไต้หวันเดินทางมาเยือนไทย เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน พร้อมผลักดันแนวทางปรับปรุงสภาพแวดล้อมการลงทุนให้เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมต้นน้ำมากยิ่งขึ้น

‘เวียดนาม‘เยือน’อียู’ต่อยอด‘เอฟทีเอ’          อุตฯเครื่องนุ่งห่มชูข้อตกลงการค้าบุกตลาดยุโรป