วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

เปิดปูม 40 ปี ‘กระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง’ ชง ‘ครม.สัญจร’ หลายครั้งแต่ยังไม่ได้สร้าง

โครงการกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึงมีแนวคิดริเริ่มมานานกว่า 40 ปี (ตั้งแต่ปี 2525) แต่ยังไม่เคยได้รับการอนุมัติให้ก่อสร้างจริง มีการเสนอเข้า ครม.สัญจรอีกครั้งที่อุดรธานี

KEY POINTS

  • โครงการกระเช้าไฟฟ้าภูกระดึงมีแนวคิดริเริ่มมานานกว่า 40 ปี (ตั้งแต่ปี 2525) แต่ยังไม่เคยได้รับการอนุมัติให้ก่อสร้างจริง
  • โครงการถูกเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีสัญจร (ครม.สัญจร) หลายครั้งในหลายยุครัฐบาล แต่ยังคงติดขัดในขั้นตอนการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA)
  • ล่าสุดโครงการถูกเสนอต่อ ครม.สัญจร อีกครั้ง โดยปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการศึกษาออกแบบและจัดทำ EIA ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2570

โครงการกระเช้าลอยฟ้า หรือ กระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง เป็นโครงการที่มีการพูดถึงเป็นระยะเมื่อมีการพูดถึงการท่องเที่ยวใน จ.เลย โดยถูกเสนอในการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร) ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 ซึ่งประกอบไปด้วยจังหวัด อุดรธานี บึงกาฬ เลย หนองคาย และหนองบัวลำภู

เช่นเดียวกับการจัดประชุม ครม.สัญจรในครั้งนี้โครการกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึงถูกเสนอเข้ามาสู่การพิจารณาของ ครม.สัญจร จ.อุดรธานีอีกครั้ง ผ่านข้อเสนอของโครงการดังกล่าวในส่วนการดำเนินการในระยะยาวของจ.เลย วงเงิน  1,757,950,000 บาท โดยมีเจ้าของโครงการคือองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.)  และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยมี อพท.เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินงาน 3 สัญญา (ออกแบบ, ทำ EIA และศึกษาภาพรวมการบริหารจัดการ) มีกำหนดศึกษาเสร็จ ในเดือนพฤษภาคม 2570

ทั้งนี้ ในส่วนเรื่องของการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนจัดทำรายงาน EIA และการออกแบบก่อสร้าง ที่คาดว่าจะได้ผลการออกแบบในช่วงสิ้นปี 2569 และการออกแบบผังเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกระเช้าไฟฟ้า ซึ่งหากได้ผลการศึกษาและข้อมูลทั้งหมดแล้ว จะถูกนำไปสู่การเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามลำดับขั้นตอนต่อไป

“กรุงเทพธุรกิจ” ตรวจสอบย้อนหลังถึงที่มีมาของโครงการกระเช้าไฟฟ้า หรือกระเช้าลอยฟ้าขึ้นภูกระดึงมีแนวคิดที่จะสร้างมานานกว่า 40 ปี โดยมีจุดเริ่มต้นแนวคิดมาตั้งแต่ปี 2525 และได้ผ่านการศึกษาความเหมาะสมรวมถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างเป็นทางการมาแล้วอย่างน้อย 5 ครั้งใหญ่ แต่ยังไม่เคยผ่านการอนุมัติให้ก่อสร้างจริง

  • ปี 2525: แนวคิดแรกเริ่มเกิดขึ้นโดยอุทยานแห่งชาติภูกระดึง กรมป่าไม้ เสนอโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างระบบขนส่งด้วยสายเคเบิลขึ้นภูกระดึง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว
  • ปี 2526: ที่ประชุมร่วมระหว่างผู้นำท้องถิ่นกับคณะกรรมการอุทยานฯ เห็นชอบในหลักการ แต่ต่อมากรมป่าไม้มีหนังสือด่วนคัดค้านเนื่องจากกังวลเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • ปี 2527 – 2528: คณะกรรมการอุทยานฯ มอบหมายคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศึกษาความเป็นไปได้และผลกระทบ โดยรายงานแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคม 2528 ระบุว่าเห็นควรให้ดำเนินการ
  • ปี 2529: คณะกรรมการอุทยานฯ เห็นชอบให้บริษัทเอกชนเสนอโครงการก่อสร้าง
  • ปี 2532: กรมป่าไม้ประกาศระงับโครงการ
  • 17 กันยายน 2539: คณะรัฐมนตรียุครัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา เสนอแผนปรับปรุงและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ พร้อมวางแผนสร้างกระเช้าไฟฟ้าอีกครั้ง 
  • 26 พฤศจิกายน 2539: ครม. ยุครัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ มีมติรับทราบโครงการกระเช้าไฟฟ้าตามที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เสนอ พร้อมมอบหมายให้กรมป่าไม้ศึกษาขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว
  • ปี 2540: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เป็นครั้งแรก แต่โครงการต้องหยุดชะงักจากการคัดค้านของนักอนุรักษ์และผู้มีส่วนได้เสีย
  • ปี 2541 – 2543: กรมป่าไม้มอบหมายให้บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง จำกัด จัดทำรายงาน EIA ครั้งที่สอง (แล้วเสร็จ พฤษภาคม 2543) ผลศึกษาระบุว่าเส้นทางเดินขึ้นภูกระดึงเดิมมีความเหมาะสมที่สุดในการสร้างกระเช้า
  • 25 ธันวาคม 2546: คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว สภาผู้แทนราษฎร แต่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการเพื่อศึกษาการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง
  • 21 เมษายน 2547: รัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร สั่งการให้ศึกษาแนวทางสร้างกระเช้าโดยไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และนำเสนอรายงานต่อคณะอนุกรรมาธิการฯ และคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวในปี 2547–2548 ตามลำดับ
  • มกราคม 2549: ที่ประชุม ครม.สัญจร จ.เลย มีมติให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมศึกษาผลกระทบเพิ่มเติม แต่ไม่มีการดำเนินการต่อเนื่อง
  • 21 กุมภาพันธ์ 2555: จังหวัดเลยเสนอโครงการต่อที่ประชุม ครม.สัญจร จ.อุดรธานี (รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) ซึ่งมีมติมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และ อพท. ร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้
  • 29 พฤศจิกายน 2556 – ปี 2557: อพท. ว่าจ้างกลุ่มที่ปรึกษาและศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อจัดทำโครงการศึกษาความเป็นไปได้และวิเคราะห์ผลกระทบเพื่อเสนอต่อ ครม.
  • 23 กุมภาพันธ์ 2559: ครม. ยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีมติเห็นชอบผลการศึกษาโครงการฯ วงเงิน 633.89 ล้านบาท โดยสำนักงบประมาณระบุว่าคุ้มค่าทางการเงิน/เศรษฐศาสตร์ และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย
  • ปี 2565: จัดประชุมทบทวนความเหมาะสมด้านวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม เศรษฐศาสตร์ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่
  • ปี 2566: รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน อนุมัติงบประมาณ 28 ล้านบาท (อนุมัติงบเมื่อ 4 ธ.ค. 2566) เพื่อนำไปใช้ออกแบบและศึกษา EIA
  • ปี 2568: อพท. ได้รับอนุมัติงบประมาณ 25.7 ล้านบาทจากสำนักงบประมาณ เพื่อใช้ออกแบบและศึกษา EIA ภายในกรอบระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี โดยโครงการยังอยู่ระหว่างการศึกษาออกแบบ และยังไม่มีการอนุมัติให้ก่อสร้างจริง
  • ปี 2569 มีการเสนอโครงการนี้เข้าสู่การพิจารณาในการประชุม ครม.สัญจร จ.อุดรธานี ที่จะมีการประชุมในวันที่ 3 พ.ย.นี้

คำตอบคือสมดุลการพัฒนา-ธรรมชาติ 

มหากาพย์ 40 ปี "กระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง" สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการหาจุดสมดุลระหว่าง "การพัฒนา" และ "การอนุรักษ์" ซึ่งในมุมของประโยชน์ โครงการนี้จะช่วยเปิดโอกาสให้คนทุกเพศ ทุกวัย รวมถึงผู้สูงอายุและผู้พิการ สามารถเข้าถึงความงามของธรรมชาติได้ เกิดความเท่าเทียมในการท่องเที่ยว ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและกระจายรายได้ในพื้นที่ รวมถึงช่วยอำนวยความสะดวกในการขนส่งผู้ป่วยฉุกเฉินและการจัดการขยะบนยอดภู

ขณะที่สิ่งที่หลายฝ่ายกังวลคือความเสี่ยงต่อการทำลายระบบนิเวศและสัตว์ป่า ปัญหาความแออัดและขยะจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่อาจเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด (Overtourism) วิถีชีวิตของ "ลูกหาบ" ที่อาจสูญหายไป รวมถึงมนต์ขลังของ "ความยากลำบาก" ในการเดินเท้าพิชิตยอดภูอันเป็นเสน่ห์ดั้งเดิมที่อาจเลือนหายไป

การตัดสินใจสร้างหรือไม่สร้างกระเช้าไฟฟ้า อาจไม่ใช่แค่เรื่องของความพร้อมทางงบประมาณหรือวิศวกรรม แต่อยู่ที่คำถามสำคัญว่าจะจัดการความสมดุลนี้อย่างไร?

หากเลือกความสะดวกสบาย เราต้องมีมาตรการบริหารจัดการที่เข้มงวดพอที่จะปกป้องธรรมชาติไม่ให้บอบช้ำ แต่หากเลือกการอนุรักษ์ไว้แบบเดิม ก็ต้องยอมรับข้อจำกัดในการเข้าถึงของคนบางกลุ่ม

ท้ายที่สุดแล้ว การพัฒนาที่ยั่งยืนที่แท้จริง คือการเดินหน้าโดยไม่ทำลายต้นทุนทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ภูกระดึงมีคุณค่าจนถึงทุกวันนี้