ส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญของไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้าน 9 เดือนแรกปี 2569 ข้าวลด 16.8% น้ำตาลลด 21.8% และมันสำปะหลังลด 28.4% “วิศิษฐ์” ชี้ต้นทุนค่าระวางพุ่ง 2-5 เท่า ซ้ำกำลังซื้อโลกอ่อนแรง ผู้ซื้อหันหาแหล่งผลิตต้นทุนต่ำ บีบทั้งยอดขายและกำไรผู้ส่งออกไทย
KEY POINTS
- การส่งออกสินค้าเกษตรชะลอตัวจากค่าระวางเรือที่พุ่งสูงขึ้น 2-5 เท่าในบางเส้นทาง ซึ่งเป็นผลจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ ทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น
- ผู้ประกอบการเผชิญต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากราคาพลังงานและผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาลดลง
- การแข่งขันรุนแรงขึ้นจากคู่แข่งสำคัญอย่างอินเดียและเวียดนามที่เสนอราคาขายต่ำกว่า ประกอบกับกำลังซื้อของผู้บริโภคในต่างประเทศที่ลดลง
- มูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรหลักทั้งข้าว น้ำตาล และมันสำปะหลังในช่วง 9 เดือนแรกลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากปัจจัยลบต่างๆ ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน
การส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญของไทย เช่น ข้าว น้ำตาลและมันสำปะหลัง หดตัวอย่างมีนัยสำคัญในปี 2569 สะท้อนแรงกดดันเกิดพร้อมกันหลายด้านทั้งการแข่งขันในตลาดโลก ปัญหาวัตถุดิบ ต้นทุนพลังงาน ค่าระวางเรือ อัตราแลกเปลี่ยน และกำลังซื้อของประเทศปลายทาง
ทั้งนี้ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าส่งออกข้าวลดลง 16.8% น้ำตาลลดลง 21.8% และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังลดลง 28.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2569 แม้บางเดือนหรือบางสินค้ากลับมาขยายตัว แต่ภาพรวมสะสมยังถูกกดดันและสาเหตุแตกต่างกันในแต่ละสินค้า
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการกำลังเผชิญต้นทุนสูงขึ้นช่วงที่ผู้ซื้อมีกำลังซื้อจำกัด การปรับราคาขายเพื่อชดเชยจึงทำได้ยาก ขณะที่ผู้ซื้อเปลี่ยนแหล่งนำเข้า เลือกสินค้าราคาต่ำกว่า หรือลดปริมาณสั่งซื้อได้ง่ายขึ้น โดยปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบ ดังนี้
1.ค่าระวางเรือที่สูงขึ้น จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความไม่แน่นอนของเส้นทางเดินเรือ ทำให้การขนส่งบางเส้นทางต้องเปลี่ยนเส้นทาง ใช้เวลานานขึ้น และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มทั้งค่าน้ำมัน ค่าประกันภัย และค่าธรรมเนียมความเสี่ยง
สำหรับรายงานช่วงวิกฤตประเมินว่าค่าระวางสูงขึ้น 2-3 เท่าของระดับปกติ และบางเส้นทางที่ได้รับผลกระทบสูงถึง 3-5 เท่า จึงกล่าวได้ว่าบางเส้นทางและบางช่วงเวลาเผชิญค่าระวางราว 2-5 เท่า แต่ผลกระทบไม่เท่ากันทุกตลาดหรือทุกประเภทเรือ
ขณะที่สินค้าข้าว น้ำตาล และมันสำปะหลัง ขนส่งครั้งละจำนวนมากและแข่งขันด้านราคา ค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นจึงมีผลต่อการตัดสินใจซื้อโดยตรง เมื่อรวมค่าสินค้า ค่าระวาง ประกันภัย และค่าใช้จ่ายปลายทางแล้ว ผู้ซื้อต้องจ่ายแพงขึ้นแม้ราคาจากผู้ส่งออกไทยไม่เปลี่ยน
ทั้งนี้ หากผู้ส่งออกรับภาระค่าขนส่งเอง กำไรจะถูกบีบโดยตรง แต่แม้ผู้ซื้อเป็นฝ่ายจ่าย ผู้ส่งออกยังได้รับผลกระทบผ่านการต่อรองราคา การชะลอคำสั่งซื้อ หรือการที่ผู้ซื้อหันไปหาแหล่งผลิตที่มีต้นทุนส่งมอบต่ำกว่า นอกจากนี้ระยะเวลาขนส่งยาวขึ้นทำให้เงินทุนหมุนเวียนถูกผูกไว้นานขึ้น ธุรกิจจึงระวังการรับคำสั่งซื้อและการสะสมสินค้ามากขึ้น
2.ราคาพลังงานส่งผลกว้างกว่าการขนส่งระหว่างประเทศ เพราะน้ำมัน ก๊าซ และไฟฟ้าเป็นต้นทุนของการเพาะปลูก การสูบน้ำ การผลิตปุ๋ย การแปรรูป การผลิตบรรจุภัณฑ์ และการกระจายสินค้า ทั้งในไทยและตลาดปลายทาง หากผู้ผลิตส่งผ่านต้นทุนได้ ราคาสินค้าจะสูงขึ้น แต่ถ้าส่งผ่านไม่ได้ กำไรจะลดลงและอาจต้องลดการผลิตหรือการลงทุน
ขณะที่ครัวเรือนต้องแบกค่าเดินทาง ค่าไฟ และค่าครองชีพที่สูงขึ้น หากรายได้ไม่ทัน กำลังซื้อที่แท้จริงก็ลดลง ซึ่งภาวะพลังงานตึงตัวและเงินเฟ้อที่ยังสูงในหลายประเทศเป็นความเสี่ยงที่ IMF กล่าวถึงในการประชุมเดือนตุลาคมเช่นกัน
3.ผู้บริโภคต่างชาติหันไปซื้อสินค้าอาหารที่มีราคาถูกลง โดยอาหารเป็นสินค้าจำเป็นที่ผู้บริโภคอาจไม่ลดปริมาณทันที แต่จะหันไปซื้อสินค้าราคาถูกลง ลดการซื้อสินค้าพรีเมียม หรือเลือกขนาดบรรจุเล็กลง ส่วนผู้ผลิตอาหารและผู้นำเข้าอาจลดสต๊อก ซื้อเท่าที่จำเป็น และเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบเพื่อคุมต้นทุน
ทั้งนี้จึงมีความเป็นไปได้ที่ราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกหรือราคาที่ผู้ส่งออกได้รับจะลดลง แต่ราคาที่ผู้บริโภคปลายทางจ่ายยังสูง เพราะมีต้นทุนพลังงาน การแปรรูป ขนส่ง และกระจายสินค้าเพิ่มเข้ามาระหว่างทาง ซึ่งกดดันทั้งรายได้ผู้ผลิตต้นน้ำและกำลังซื้อผู้บริโภค
ข้าวไทยเจอการแข่งขันราคารุนแรง
นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า เฉพาะสินค้าเกษตร 3 ตัวสำคัญของไทยที่มีมูลค่าสูงพบการส่งออกลดลงในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 คือ
1.ข้าว ในช่วง 9 เดือนแรก ไทยส่งออกข้าวประมาณ 4.99 ล้านตัน ลดลง 19.3% ขณะที่มูลค่าลดลง 16.8% สะท้อนว่าปริมาณที่ขายได้ลดลงเป็นแรงกดดันสำคัญ การกลับมาส่งออกของอินเดียหลังผ่อนคลายข้อจำกัดทำให้ข้าวในตลาดโลกมากขึ้น
ขณะที่ประเทศผู้นำเข้าบางแห่งมีผลผลิตและสต๊อกในประเทศเพิ่มขึ้นจึงนำเข้าน้อยลง ผู้ซื้อมีทางเลือกมากขึ้น การแข่งขันด้านราคาจึงรุนแรง โดยไทยยังมีข้อจำกัดด้านต้นทุนการผลิตและผลผลิตต่อไร่เมื่อเทียบกับคู่แข่ง
รวมทั้งเมื่อรวมค่าระวางที่สูงและกำลังซื้อที่ถูกกดดัน ผู้ซื้อยิ่งให้ความสำคัญกับราคาส่งมอบ ข้าวไทยจึงต้องแข่งทั้งราคา คุณภาพ และความแน่นอนในการส่งมอบ โดยข้าวที่แข่งขันด้านราคาโดยตรงจะได้รับผลกระทบมากกว่าข้าวที่มีคุณลักษณะเฉพาะและมีฐานลูกค้าของตนเอง
ไทยส่งออกน้ำตาลติดลบพุ่ง 21.8%
2.น้ำตาล ในช่วง 9 เดือนแรก ปริมาณส่งออกลดลงเพียงประมาณ 2.5% แต่มูลค่าลดลงถึง 21.8% และมูลค่าเฉลี่ยต่อตันลดลงราว 19.9% แสดงว่าแรงกดดันหลักมาจากราคา ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นในประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ ขณะที่ความต้องการใช้เติบโตจำกัด กดราคาตลาดโลกลง ผู้ประกอบการไทยจึงมีรายได้จากการขายลดลงแม้ส่งออกได้ปริมาณใกล้เคียงเดิม
ขณะเดียวกันต้นทุนพลังงาน ขนส่ง และเงินทุนไม่ได้ลดตามราคาน้ำตาล ทำให้ผู้ประกอบการมีพื้นที่รับภาระเพิ่มน้อยลง ส่วนผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มปลายทางที่เผชิญต้นทุนสูงและกำลังซื้ออ่อนก็ควบคุมสต๊อกและระมัดระวังการซื้อมากขึ้น
นอกจากนี้ นโยบายเพิ่มการพึ่งพาการผลิตภายในประเทศของคู่ค้าบางแห่ง รวมถึงข้อจำกัดทางการค้าและการขนส่งในบางตลาด ยังกระทบทั้งปริมาณนำเข้าและจังหวะการส่งมอบ
ไทยพึ่งส่งออกมันสำปะหลังไปตลาดจีนสูง
3.มันสำปะหลัง ติดขัดทั้งวัตถุดิบและตลาดหลัก โดยผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังมีปริมาณส่งออก 9 เดือนแรกลดลงประมาณ 55.1% ขณะที่มูลค่าลดลง 28.4%
ส่วนด้านการผลิตพบวัตถุดิบที่ตึงตัวและการนำเข้าวัตถุดิบที่ลดลงจำกัดปริมาณสินค้าของโรงงาน เมื่อใช้กำลังการผลิตได้น้อย ต้นทุนคงที่ต่อหน่วยสูงขึ้น และเมื่อมีต้นทุนพลังงานหรือขนส่งเพิ่ม ก็ยิ่งกระทบความสามารถในการเสนอราคา
ด้านตลาดพบว่าไทยพึ่งพาจีนสูง โดยเฉพาะมันเส้นและแป้งมันบางประเภท จึงได้รับผลกระทบเมื่อจีนปรับการใช้วัตถุดิบ เพิ่มการพึ่งพาผลผลิตในประเทศ หรือขยายแหล่งจัดซื้อ ขณะที่เวียดนามและประเทศเพื่อนบ้านมีบทบาทเพิ่มขึ้น ไทยจึงต้องแข่งทั้งราคา ประสิทธิภาพ และความสม่ำเสมอของวัตถุดิบ
รวมทั้งแม้มูลค่าเฉลี่ยต่อตันของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจะสูงขึ้น ก็ยังสรุปไม่ได้ว่าราคาสินค้าทุกรายการดีขึ้นหรือผู้ประกอบการมีกำไรมากขึ้น เพราะตัวเลขเฉลี่ยขึ้นกับสัดส่วนสินค้าที่ส่งออก หากสินค้ามูลค่าต่อตันต่ำลดลงมาก ค่าเฉลี่ยรวมก็สูงขึ้นได้
ค่าเงินบาทกดดันการส่งออกสินค้าเกษตร
นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า อัตราแลกเปลี่ยนเป็นอีกปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะช่วงเงินบาทแข็งค่า ผู้ส่งออกที่ขายเป็นดอลลาร์จะได้รับเงินบาทน้อยลงเมื่อแปลงกลับ หากขึ้นราคาดอลลาร์เพื่อรักษารายได้ก็เสี่ยงเสียคำสั่งซื้อ แต่หากคงราคาก็ต้องรับกำไรที่ลดลง
นอกจากบาทเทียบดอลลาร์ ยังต้องดูค่าเงินของประเทศคู่แข่ง เช่น บทวิเคราะห์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ช่วงต้นปีระบุว่า เงินดองที่อ่อนค่าในช่วงที่บาทแข็ง ทำให้แป้งมันดิบเวียดนามได้เปรียบด้านราคามากขึ้น
ขณะที่ผู้ส่งออกข้าวไทยก็ระบุถึงแรงกดดันจากเงินบาทแข็งในช่วงต้นปีเช่นกัน
อย่างไรก็ตามทิศทางค่าเงินเปลี่ยนแปลงระหว่างปี จึงต้องประเมินตามช่วงเวลาทำสัญญาและรับชำระเงิน รวมถึงการป้องกันความเสี่ยงของแต่ละธุรกิจ และต้องแยกผลต่อรายรับเป็นเงินบาทออกจากมูลค่าส่งออกที่รายงานเป็นดอลลาร์ ซึ่งไม่ลดลงอัตโนมัติจากบาทแข็ง
แนวทางลดอุปสรรคส่งออกระยะสั้น-ยาว
สำหรับแนวทางแก้ไขระยะสั้นควรลดอุปสรรคในการส่งมอบสินค้า ติดตามความเหมาะสมของค่าธรรมเนียมขนส่ง เพิ่มทางเลือกเส้นทางและผู้ให้บริการ อำนวยความสะดวกด้านเอกสารและพิธีการค้า พร้อมสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนและการเข้าถึงเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก
ด้านตลาดต้องติดตามกำลังซื้อและนโยบายของประเทศคู่ค้าอย่างใกล้ชิด กระจายความเสี่ยงไปยังตลาดที่มีศักยภาพ และพัฒนาสินค้าให้เหมาะกับระดับราคาและความต้องการของผู้ซื้อแต่ละกลุ่ม โดยการหาตลาดใหม่ต้องคำนวณต้นทุนส่งมอบจริงเพื่อให้ขายได้และมีกำไร
ระยะยาว ไทยต้องเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดความสูญเสีย ยกระดับประสิทธิภาพโรงงาน ลดการใช้พลังงานต่อหน่วย พัฒนาพันธุ์และคุณภาพสินค้า และต่อยอดวัตถุดิบเกษตรสู่ส่วนผสมอาหาร แป้งเฉพาะทาง และผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มที่มีความต้องการรองรับจริง
วิกฤติโลกรุมเร้าฉุดส่งออก ข้าว-มันปี 69 พลาดเป้า
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การส่งออกข้าวไทยช่วง 9 เดือนแรก ปี 2569 ปริมาณ 4.99 ล้านตัน ลดลง 19.26% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มูลค่า 2,962 ล้านดอลลาร์ ลดลง 16.84% โดยผู้ส่งออก 5 อันดับแรก เผชิญภาวะส่งออกลดลงทั้งไทย เวียดนาม ปากีสถานและสหรัฐ ยกเว้นอินเดียที่ยังขยายตัวได้ 2% เป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลก
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ข้าวไทยแข่งขันยากขึ้น คือความสามารถการแข่งขันด้านราคา โดยราคาส่งออกข้าวขาว 5% ของไทยอยู่ที่ 480 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าอินเดียที่ 388 ดอลลาร์ต่อตัน และเวียดนาม 420 ดอลลาร์ต่อตัน รวมถึงช่วงที่เศรษฐกิจโลกรับผลกระทบจากสงครามและราคาพลังงาน ทำให้หลายประเทศควบคุมค่าใช้จ่ายและให้ความสำคัญกับราคาสินค้ามากขึ้น
รวมถึงการส่งออกข้าวไปอิรักที่เคยนำเข้าข้าวไทยมากกว่า 1 ล้านตัน ได้รับผลกระทบจากสงครามจนไม่สามารถส่งออกไปได้ตามปกติ ขณะที่อินโดนีเซียงดนำเข้าข้าว ประกอบกับเงินบาทผันผวนและแข็งค่าขึ้น รวมถึงค่าระวางเรือที่ปรับสูงขึ้น
ส่วนการส่งออกมันสำปะหลังช่วง 9 เดือนแรก ปีนี้ มีปริมาณ 3.24 ล้านตัน ลดลง 55.12% มูลค่า 1,697.80 ล้านดอลลาร์ ลดลง 28.47% และมีแนวโน้มไม่เป็นไปตามเป้าหมาย 6.1-7 ล้านตัน เนื่องจากปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังในประเทศลดเหลือ 24 ล้านตัน จากปกติ 30 ล้านตัน เป็นระดับต่ำสุดรอบหลายปี





