“ศุภจี” ประชุมบูรณาการแก้ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ ตั้ง 3 ทีมเฉพาะกิจ รับมือระยะสั้น-กลาง-ยาว ด้าน “วราวุธ”นำ 50 ทีมตรวจโรงงานกลุ่ม 105-106 ย้ำไม่มีผ่อนปรน หากฝ่าฝืนมาตรการ ม.37-39 สั่งแก้ผิดใน 3 เดือน ไม่จบสั่งปิด เล็งสอบนอมนี ใช้มาตรการยึดทรัพย์ผู้กระทำผิด พร้อมแก้ พ.ร.บ.โรงงานเพิ่มโทษให้หนักขึ้น
KEY POINTS
- รัฐบาลตั้งคณะทำงาน 3 ชุดเพื่อแก้ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ แบ่งเป็นทีมระยะสั้นลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงาน, ทีมระยะกลางทบทวนมาตรการนำเข้า และทีมระยะยาวเพื่อปรับปรุงกฎหมาย
- ส่งทีมเฉพาะกิจ 50 ทีม ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานประเภท 105 และ 106 ที่มีความเสี่ยงสูงกว่า 1,500 แห่งใน 5 จังหวัด เพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด
- พิจารณาปรับปรุงมาตรการควบคุมการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายให้รัดกุมยิ่งขึ้น เพื่อสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าตั้งแต่ต้นทาง
- คณะกรรมการฯ ต้องสรุปความคืบหน้าและรายงานผลการดำเนินงานทั้งหมดต่อนายกรัฐมนตรีภายใน 30 วัน
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ครั้งแรก ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นไปตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัย โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงอธิบดีกรมศุลกากรเข้าร่วมประชุม
เป้าหมายสำคัญของการทำงานคือการป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งรองรับหรือทิ้งขยะจากต่างประเทศ ควบคู่กับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะของประชาชน ตลอดจนบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และสกัดกั้นการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ โดยแบ่งการทำงานออกเป็น 3 คณะทำงาน ครอบคลุมการแก้ปัญหาระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
สำหรับการแก้ปัญหาระยะเร่งด่วน จะมีทีมเฉพาะกิจลงพื้นที่ 2 ชุด โดยชุดแรกมีนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นหัวหน้าทีม นำเจ้าหน้าที่ 50 ทีมลงตรวจสอบโรงงานที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการโรงงานประเภท 105 และ 106 เพื่อดูว่าดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายและเงื่อนไขใบอนุญาตหรือไม่ โดยคาดว่าจะได้รับรายงานผลการตรวจสอบภายใน 1 สัปดาห์
ส่วนชุดที่สองมีนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหัวหน้าทีม ลงพื้นที่ตรวจสอบตามข้อร้องเรียนของประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหาจุดที่พบการลักลอบทิ้งหรือจัดการของเสียไม่ถูกต้อง โดยทั้งสองทีมจะได้รับการสนับสนุนจากอุตสาหกรรมจังหวัดและหน่วยงานด้านการควบคุมมลพิษ เพื่อให้การตรวจสอบและแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างครอบคลุม
ขณะที่การแก้ปัญหาระยะกลาง จะมุ่งทบทวนมาตรการนำเข้าและส่งออกขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตราย โดยแต่งตั้งอธิบดีกรมศุลกากรและอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเป็นประธานร่วม เพื่อพิจารณาปรับปรุงมาตรการควบคุมให้เข้มงวดมากขึ้น สามารถป้องกันการลักลอบนำเข้าได้ตั้งแต่ต้นทาง และตรวจสอบเส้นทางสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาว จะมีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นหัวหน้าคณะทำงานด้านกฎหมาย เพื่อทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องว่ามีความรัดกุมและเข้มงวดเพียงพอหรือไม่ รวมถึงพิจารณาว่าจำเป็นต้องปรับปรุงหรือยกระดับกฎหมายเพิ่มเติมอย่างไร เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน
นางศุภจี กล่าวว่า การทำงานทั้ง 3 ด้านจะดำเนินควบคู่กันไป โดยทีมเฉพาะกิจจะเร่งจัดการปัญหาเฉพาะหน้าในพื้นที่ ขณะที่อีกสองคณะทำงานจะวางมาตรการควบคุมการนำเข้าและส่งออก รวมถึงปรับปรุงกฎหมายเพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาว
ทั้งนี้ คณะกรรมการจะต้องสรุปความคืบหน้าและรายงานผลการดำเนินงานต่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน โดยการประชุมครั้งนี้ถือเป็นการเริ่มต้นนับหนึ่งอย่างเป็นทางการ แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเริ่มประสานงานและเตรียมการล่วงหน้าไปแล้วก็ตาม
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้าตรวจสอบโรงงานที่อาจเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ใช้มาตรการตามมาตรา 37 และมาตรา 39 รวมถึงการสั่งห้ามใช้เครื่องจักรในบางโรงงาน ตลอดจนดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญา
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือแนวทางยกระดับการดำเนินคดีให้เชื่อมโยงกับมาตรการทางการเงิน โดยประสานความร่วมมือกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อขยายผลไปถึงการยึดทรัพย์ผู้กระทำความผิด พร้อมทั้งอยู่ระหว่างแก้ไข พ.ร.บ.โรงงาน เพื่อเพิ่มบทลงโทษให้รุนแรงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการไม่เห็นว่าการฝ่าฝืนกฎหมายเป็นเรื่องคุ้มค่า
สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมประเภท 105 และ 106 ซึ่งเป็นกลุ่มโรงงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการและแปรรูปของเสีย ปัจจุบันมีโรงงานจดทะเบียนกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศ 3,049 แห่ง ในจำนวนนี้กว่า 1,500 แห่งตั้งอยู่ใน 5 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ
ทางกระทรวงได้ตั้งทีมเฉพาะกิจ 50 ทีม แบ่งเป็นจังหวัดละ 10 ทีม ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมจังหวัด และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด พร้อมประสานฝ่ายปกครอง ทหาร และตำรวจ สนธิกำลังเข้าตรวจสอบโรงงานทั้ง 1,500 แห่ง โดยจะเริ่มปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.เป็นต้นไป และตรวจต่อเนื่องทุกวันในทั้ง 5 จังหวัด
เบื้องต้นจะจัดลำดับเข้าตรวจโรงงานที่มีความเสี่ยงสูงก่อน โดยเฉพาะสถานประกอบการที่ถูกร้องเรียนหรือเคยมีคดี รวมถึงโรงงานที่เคยถูกสั่งให้แก้ไขตามมาตรา 37 เพื่อประเมินว่าดำเนินการตามเงื่อนไขหรือไม่ โดยคาดว่าจะเห็นความคืบหน้าภายใน 1 สัปดาห์
นายวราวุธ กล่าวว่า ได้กำชับกรมโรงงานอุตสาหกรรมให้บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยจะไม่มีการผ่อนปรนหรือขยายระยะเวลาแก้ไขปัญหาซ้ำอีก หากกำหนดให้แก้ไขภายใน 3 เดือน ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลาดังกล่าว หากไม่สามารถแก้ไขได้ จะสั่งปิดโรงงานและยึดใบอนุญาตตามกฎหมาย
สำหรับกลุ่มโรงงานที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ โรงงานจัดการกากอุตสาหกรรม และโรงงานที่นำสายไฟมาปอกหรือแยกโลหะ รวมถึงกรณีนำวัสดุที่ผ่านการแยกแล้วไปสับหรือผสมกับดิน ซึ่งอุตสาหกรรมจังหวัดในแต่ละพื้นที่มีข้อมูลเบื้องต้นสำหรับจัดลำดับการตรวจสอบอยู่แล้ว
นายวราวุธ กล่าวว่า ส่วนการตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น กระทรวงพาณิชย์ได้รวบรวมรายชื่อบริษัทในพื้นที่เสี่ยง ทั้งบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยทั้งหมด บริษัทไทยที่มีต่างชาติร่วมถือหุ้น และบริษัทที่มีกรรมการเป็นชาวต่างชาติ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเพิ่มเติม หากพบเข้าข่ายนอมินีจะเร่งดำเนินการตรวจสอบ โดยจากการตรวจสอบที่ผ่านมา โรงงานที่กระทำผิดบางแห่งพบว่าผู้ถือหุ้นหรือบุคคลที่มีชื่อจดทะเบียนเป็นชาวต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ย้ำว่ายังมีโรงงานที่ดำเนินธุรกิจถูกต้องอีกจำนวนมาก
สำหรับการสกัดกั้นขยะอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ต้นทางว่า ตั้งแต่ปี 2563 กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงอุตสาหกรรมได้ห้ามนำเข้าซากขยะอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงห้ามโรงงานนำซากดังกล่าวมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต แต่ยังพบการลักลอบนำเข้า และมีประเด็นเกี่ยวกับการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อรีไซเคิล เช่น เศษสายไฟหรือรถยนต์ที่ถูกอัดเป็นก้อน ซึ่งอาจมีชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ปะปนอยู่ ทำให้ต้องพิจารณาว่าจะกำหนดสัดส่วนการปนเปื้อนที่ยอมรับได้ 2-3% หรือเป็นไปตามมาตรฐานสากลได้หรือไม่
ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวมีความละเอียดอ่อนด้านกฎหมาย จึงต้องพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ รวมถึงอนุสัญญาบาเซลและกฎหมายไทย โดยมีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธานคณะทำงานพิจารณารายละเอียด คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็ว ๆ นี้ แต่ยังไม่อยู่ในกรอบเวลารายงานผล 30 วัน
ส่วนการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของวัตถุดิบ กระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างประสานกรมศุลกากรเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการนำเข้าและข้อมูลโรงงานให้มีความแม่นยำมากขึ้น โดยต้องการให้สามารถตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้นทางจนถึงโรงงานปลายทาง รวมถึงข้อมูลจำนวนตู้คอนเทนเนอร์และแหล่งที่มาของสินค้า
นายวราวุธ กล่าวว่า ปัญหาที่ผ่านมาส่วนหนึ่งเกิดจากข้อมูลระหว่างหน่วยงานยังเชื่อมโยงกันไม่สมบูรณ์ ทำให้ติดตามไม่ได้ว่าสินค้าที่นำเข้าผ่านบริษัทตัวกลางหรือเทรดเดอร์ถูกส่งต่อไปยังโรงงานใด หากสามารถลดขั้นตอนผ่านตัวกลางและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกรมศุลกากรกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้อย่างครบถ้วน จะช่วยให้ตรวจสอบย้อนกลับและติดตามผู้เกี่ยวข้องได้ถึงปลายทาง





