“อารดา” รับส่งออกข้าว-มันสำปะหลัง ปี 2569 ต่ำกว่าเป้า จากความผันผวนภายนอก เผย ส่งออก ข้าว 9 เดือนเหลือ 4.99 ล้านตัน ลด 19.26% หลังราคาสูงกว่าคู่แข่ง ขณะขายข้าว G2G จีนเพิ่ม 5 แสนตันไม่สำเร็จ ขณะที่มันสำปะหลัง ผลผลิตในประเทศที่ลดต่ำสุด ฉุดส่งออกร่วง เผย ทำเต็มที่แล้ว ขอรับผิดชอบเอง
KEY POINTS
- การส่งออกข้าวและมันสำปะหลังในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญทั้งปริมาณและมูลค่า ทำให้คาดว่าจะพลาดเป้าหมายที่ตั้งไว้
- ปัจจัยหลักที่ฉุดการส่งออกข้าวคือราคาที่สูงกว่าคู่แข่งอย่างอินเดียและเวียดนาม ประกอบกับผลกระทบจากสงครามและเศรษฐกิจโลกที่ทำให้ผู้ซื้อหันไปหาสินค้าราคาถูกกว่า
- การส่งออกมันสำปะหลังได้รับผลกระทบหนักจากปริมาณผลผลิตในประเทศที่ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี
- วิกฤตการณ์ระดับโลก เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม และภัยพิบัติ เป็นปัจจัยภายนอกกดดัน
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การส่งออกข้าวไทยช่วง 9 เดือนแรก ปี 2569 (ม.ค.-ก.ย.) มีปริมาณ 4.99 ล้านตัน ลดลง 19.26% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มูลค่า 2,962 ล้านดอลลาร์ ลดลง 16.84% โดยสถานการณ์ส่งออกข้าวชะลอตัวลง ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย แต่ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ 5 อันดับแรกของโลกต่างเผชิญภาวะส่งออกลดลงเช่นกัน ทั้งไทย เวียดนาม ปากีสถาน และสหรัฐฯ ยกเว้นอินเดียที่ยังขยายตัวได้ 2% และครองตำแหน่งผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลก
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ข้าวไทยแข่งขันได้ยากขึ้น คือความสามารถในการแข่งขันด้านราคา โดยราคาส่งออกข้าวขาว 5% ของไทยอยู่ที่ 480 ดอลลาร์ต่อตัน สูงกว่าประเทศคู่แข่งอย่างอินเดียที่ 388 ดอลลาร์ต่อตัน และเวียดนาม 420 ดอลลาร์ต่อตัน ส่งผลให้ผู้ซื้อมีทางเลือกจากประเทศที่เสนอราคาต่ำกว่า โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบจากสงครามและราคาพลังงาน ทำให้หลายประเทศต้องควบคุมค่าใช้จ่ายและให้ความสำคัญกับราคาสินค้ามากขึ้น
นอกจากนี้ การส่งออกข้าวไทยยังเผชิญข้อจำกัดจากตลาดสำคัญ โดยตลาดอิรักซึ่งเคยนำเข้าข้าวไทยมากกว่า 1 ล้านตัน ได้รับผลกระทบจากสงครามจนไม่สามารถส่งออกไปได้ตามปกติ ขณะที่อินโดนีเซีย งดนำเข้าข้าว ประกอบกับเงินบาทผันผวนและแข็งค่าขึ้น รวมถึงค่าระวางเรือที่ปรับสูงขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยซ้ำเติมขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทย
สำหรับการส่งออกข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) กับจีน กรมได้เจรจากับบริษัทคอฟโก (COFCO) รัฐวิสาหกิจของจีนอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่มีความคืบหน้าและไม่สามารถบรรลุข้อตกลงซื้อขายเพิ่มเติมได้ภายในปีนี้ เนื่องจากจังหวะเวลาไม่เอื้ออำนวย ทั้งต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น ค่าเงินบาทที่ไม่สอดคล้องกับประเทศคู่แข่ง และในช่วงที่ผู้นำเข้าต้องการซื้อข้าว ราคาข้าวไทยกลับปรับสูงขึ้น อีกทั้งการเสนอราคายังเหลื่อมกันหลายครั้ง ทำให้ไม่สามารถตกลงราคาและเงื่อนไขส่งมอบได้ตามเป้าหมาย
ทั้งนี้ แม้รัฐบาลตั้งเป้าเจรจาขายข้าวให้จีนเพิ่มเติมอีก 5 แสนตัน แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ อย่างไรก็ตาม ไทยยังเดินหน้าเจรจาส่งมอบข้าวตามสัญญาเดิม 1.22 ล้านตัน ซึ่งปัจจุบันส่งมอบแล้ว 7.6 แสนตัน เหลืออีกประมาณ 4.6 แสนตัน โดยกรมจะเร่งหารือกับฝ่ายจีนต่อเนื่องในช่วง 2 เดือนที่เหลือของปี เพื่อหาข้อสรุปราคาและเดินหน้าส่งมอบข้าวให้ได้มากที่สุด
ส่วนการส่งออกมันสำปะหลังในช่วง 9 เดือนแรก ปีนี้ มีปริมาณ 3.24 ล้านตัน ลดลง 55.12% มูลค่า 1,697.80 ล้านดอลลาร์ ลดลง 28.47% ยอมรับว่าการส่งออกปีนี้มีแนวโน้มไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ 6.1-7 ล้านตัน เนื่องจากปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังในประเทศลดลงเหลือประมาณ 24 ล้านตัน จากปกติ 30 ล้านตัน นับเป็นระดับต่ำสุดในรอบหลายปี
ขณะเดียวกัน การนำเข้ามันสำปะหลัง จากประเทศเพื่อนบ้านลดลงเหลือ 1.46 ล้านตัน โดยนำเข้าจาก สปป.ลาว เป็นหลัก และเมียนมาเพียงเล็กน้อย ส่วนกัมพูชาไม่มีการนำเข้า อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกจากราคาจำหน่ายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยมันสำปะหลังอัดเม็ดราคาเพิ่มขึ้น 10.56% แป้งมันสำปะหลังดิบเพิ่มขึ้น 30.74% และแป้งมันสำปะหลังแปรรูปเพิ่มขึ้น 8.53%
“ยอมรับว่า ปัจจัยมหภาคที่มีผลกระทบต่อสินค้าโภคภัณฑ์ คือความผันผวนจากปัจจัยภายนอก ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม ภัยพิบัติ เอลนีโญ ส่งผลกระทบโดยตรงอย่างรุนแรง ทำให้สินค้าโภคภัณฑ์เกิดความผันผวนและคาดการณ์การบริโภคหรือการผลิตได้ยากกว่าที่เคยเป็นมา ส่งผลให้การส่งออกทั้งข้าวและมันสำปะหลัง ทำไม่ได้ตามเป้า อย่าไปโทษรัฐบาล ดิฉันเป็นอธิบดี ขอรับผิดชอบเอง เพราะเป็นหน้าที่โดยตรง” นางอารดากล่าว
ทั้งนี้ กรมการค้าต่างประเทศ เดินหน้าแผนรุกตลาด เพื่อเร่งผลักดันการส่งออกข้าวผ่านแผนการจัดคณะผู้แทนภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อพบปะหารือกับผู้นำเข้าข้าวสำคัญ เช่น ฮ่องกง ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และแอฟริกาใต้ รวมถึงสหรัฐ ที่ตะหันไปเจาะตลาดข้าวครัวเรือน เพื่อให้รักษาตลาด นอกจากนี้ยังมีแผนการจัดงานประชุมข้าวนานาชาติ เพื่อสนับสนุนการเจรจาธุรกิจการค้าระหว่างผู้ส่งออกข้าวไทยกับผู้นำเข้าข้าวจากนานาประเทศ รวมถึงการประชาสัมพันธ์ข้าวไทย เพื่อกระจายในหลายภูมิภาคเป็นการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และกระตุ้นให้เกิดคำสั่งซื้อรองรับผลผลิตข้าวไทย





