“สภาพัฒน์”จ่อถกเกณฑ์กำกับดูแล Data Center แยก 'รายเดิม-รายใหม่' รายเดิมเดินหน้าสร้างได้ – รายใหม่ให้ยื่นขออนุญาต คุมมาตรฐาน Best Practice พร้อมปรับใช้ระบบ Pitching หวังสร้างประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจไทย
KEY POINTS
- คณะกรรมการนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์เตรียมกำหนดหลักเกณฑ์กำกับดูแล โดยแบ่งผู้ประกอบการเป็น 2 กลุ่ม คือ "รายเดิม" และ "รายใหม่"
- ผู้ประกอบการรายเดิมจะไม่ได้รับผลกระทบจากเกณฑ์ใหม่ย้อนหลัง แต่จะมีระยะเวลาให้ปรับปรุงตามแนวปฏิบัติที่ดี เช่น การควบคุมเสียงและอุณหภูมิ
- ผู้ประกอบการรายใหม่ต้องเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกด้วยการนำเสนอแผนงาน (Pitching) เพื่อแข่งขันและประเมินจากผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศ
วันนี้ (27 ต.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงแนวทางการกำกับดูแลและส่งเสริมการลงทุนในโครงการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ “Data Center” ว่าภาครัฐได้วางหลักเกณฑ์การกำกับดูแลโดยแบ่งออกเป็นผู้ประกอบการรายเดิมที่อยู่ระหว่างการสร้างหรือรอเปิดให้บริการ และผู้ประกอบการรายใหม่ที่ยื่นขออนุญาตเข้ามา โดยเงื่อนไขต่างๆจะมีการเข้าสู่การพิจารณาและหารือของคณะกรรมการนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ในช่วงเย็นของวันนี้ และเมื่อได้ข้อสรุปจะนำเข้าสู่การรับทราบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป
นายดนุชา ระบุว่า สำหรับผู้ประกอบการรายเดิมที่อยู่ระหว่างการสร้างหรือรอเปิดให้บริการนั้น โดยหลักการภาครัฐจะไม่ให้กระทบต่อตัวผู้ประกอบการหรือโครงการที่ได้ดำเนินการไปแล้ว เนื่องจากการออกเกณฑ์ใหม่ย้อนหลังไปกระทบผู้ที่ลงทุนไปก่อนหน้าจะไม่ส่งผลดีต่อบรรยากาศการลงทุน
อย่างไรก็ตามอาจมีการปรับปรุงเล็กน้อยในแนวทางปฏิบัติที่ดี (Best Practices) เช่น การควบคุมระดับเสียงและอุณหภูมิ โดยจะกำหนดระยะเวลาให้ผู้ประกอบการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก (Facilities) เป็นเวลาประมาณ 1 ปี แล้วจะมีการตรวจสอบโครงการ
นอกจากนี้ในประเด็นเรื่องการจัดเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงสำรอง ซึ่งบางแห่งต้องจัดเก็บน้ำมันมากกว่า 180,000 ลิตร และติดเงื่อนไขกฎหมายที่ต้องมีระยะห่างจากสถานที่สำคัญ เช่น โรงพยาบาล ไม่ต่ำกว่า 200 เมตร นั้น ภาครัฐได้หารือร่วมกับภาคเอกชนในการนำแนวทางปฏิบัติมาใช้ โดยเน้นบริหารจัดการปริมาณการจัดเก็บน้ำมันจริงให้อยู่ต่ำกว่า 180,000 ลิตร เพื่อปลดล็อกและป้องกันปัญหาเรื่องข้อจำกัดด้านระยะห่าง
เลขาธิการ สศช. กล่าวต่อว่า สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ที่ยื่นข้อเสนอเข้ามา จะต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาใหม่ทั้งหมด โดยผ่านคณะกรรมการเฉพาะที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่ออนุมัติและกำกับดูแลภาพรวมทั้งหมด ซึ่งผู้ขออนุญาตจะต้องทำการนำเสนอแผนงาน (Pitching) และยื่นข้อเสนอแข่งขันกันอย่างเป็นระบบ
“การปรับเปลี่ยนเกณฑ์ดังกล่าวถือเป็นการปรับเปลี่ยนระบบสิทธิประโยชน์ใหม่ จากเดิมที่ผู้ประกอบการมักยื่นขอใช้ไฟฟ้า น้ำประปา หรือยื่นขอรับสิทธิประโยชน์จาก BOI โดยตรง มาเป็นการประเมินและคัดเลือกโครงการจากข้อเสนอและผลตอบแทนที่จะส่งมอบกลับคืนให้แก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง” นายดนุชา กล่าว





