รัฐบาลตั้ง ‘บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์’ เร่งกำหนดเกณฑ์ใหม่คัดกรองการลงทุน โดยพิจารณาจากประสิทธิภาพการใช้พลังงานและน้ำ การจัดโซนนิ่ง การทำ EIA และประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ เพื่อเสนอต่อ ครม. ภายในเดือนนี้ มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาระบบอนุมัติให้เป็น One Stop Service ด้าน AWS ชี้นโยบายที่ชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการตัดสินใจลงทุน
“ดาต้าเซ็นเตอร์” ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในยุค AI ที่ต้องใช้ในการฝึกฝนโมเดลภาษา หรือใช้ในการประมวลผล (Inference) ข้อมูลจำนวนมาก
ปัจจุบันการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อรองรับการใช้งานในด้านต่างๆ เห็นได้จากตัวเลขการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยในช่วงปี 2567 -2569 มีโครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนแล้วกว่า 42 โครงการ มูลค่ารวมราว 7.5 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในระยะต่อไปรัฐบาลได้รับทราบถึงข้อกังวลของหลายภาคส่วน ถึงผลกระทบหลายด้านที่จะต้องพิจารณาไม่ว่าจะเป็นความต้องการใช้ไฟฟ้า และน้ำ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งความคุ้มค่าจากการเข้ามาลงทุน จนเป็นที่มาของการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ หรือ บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ ที่มีหน้าที่พิจารณา วางเกณฑ์การลงทุน
โดยกำหนดกรอบการพิจารณาทั้งในแง่ประโยชน์ต่อประเทศ ความพร้อมด้านพลังงานและน้ำ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การลงทุน ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสมซึ่งปัจจุบันบอร์ดชุดนี้อยู่ระหว่างจัดทำหลักเกณฑ์เพื่อเป็นข้อกำหนดและกรอบการลงทุนสำหรับกิจการนี้และมีกำหนดนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเดือนนี้
บทบาทของบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ถือเป็นการเปลี่ยนบทบาทของภาครัฐจากที่ทำหน้าที่ดึงดูดการลงทุน ไปสู่การคัดกรองการลงทุน เพื่อให้เม็ดเงินที่ไหลเข้ามาสร้างผลตอบแทนให้เศรษฐกิจไทยได้อย่างยั่งยืน
ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) ภายใต้หัวข้อ Data Centers: From Reform To Investment มีผู้เชี่ยวชาญดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งภาครัฐ และเอกชนมาพูดคุยกันถึงทิศทางการพัฒนากิจการนี้ในประเทศไทย
นางธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการ BDI ในฐานะเลขาธิการคณะอนุกรรมการด้านระบบนิเวศ บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ เคยได้กล่าวไว้
ว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้จัดตั้ง บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อกำหนดทิศทางและแก้ปัญหาอุปสรรคสำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
โดยสาเหตุสำคัญของการจัดตั้งบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ มาจากข้อเสนอโครงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยื่นเข้ามามีจำนวนมากเกินกว่ากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศจะรองรับได้ทั้งหมด
ร่วมกับข้อห่วงใยของสังคมด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้พลังงานในพื้นที่เขตเมือง โดยในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งอยู่กระจายตามชุมชนกว่า 50 แห่ง ซึ่งคิดเป็นปริมาณการใช้ไฟฟ้ากว่า 3% ของกรุงเทพฯ
ดังนั้น ภาครัฐจึงต้องเร่งกำหนดแนวทาง และหน่วยงานที่มีอำนาจพิจารณาอนุมัติโครงการบนหลักการที่โปร่งใสและชัดเจนโดยปัจจุบัน คณะอนุกรรมการฯ กำลังจัดทำเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำ และกรอบการกำกับดูแล ประกอบด้วย
- มาตรฐานประสิทธิภาพการใช้พลังงานและน้ำ ผ่านการกำหนดค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (PUE) และค่าประสิทธิภาพการใช้น้ำ (WUE)
- การผังเมืองและวิศวกรรม โดยกำหนดระยะเว้นว่าง และปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงสำรอง ซึ่งสัมพันธ์กับขนาดการใช้ไฟฟ้าและการจัดโซนนิ่งการใช้ประโยชน์ที่ดินตามสีผังเมือง (สีเหลือง ส้ม แดง ม่วง และเขียว)
- การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้เครื่องมือ Decision Tree Based Mapping นำปัจจัยด้าน PUE, WUE, ผังเมือง และผลกระทบสิ่งแวดล้อม เช่น เสียงและกลิ่น มาประเมินร่วมกันเพื่ออนุมัติโครงการและจัดโซนนิ่งที่เหมาะสม
- การลงทะเบียนและการจัดทำ EIA ผ่านการกำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีขนาดการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 0.5 เมกะวัตต์ (MW) ขึ้นไป ต้องจดทะเบียนกับภาครัฐ และทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เพื่อสร้างความโปร่งใสแก่ชุมชนรอบข้าง
- การพัฒนาสู่ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ One Stop Service ซึ่งจากเดิมที่ผู้ประกอบการต้องผ่านขั้นตอนขอใบอนุญาตกับ 4-5 หน่วยงาน และสืบค้นข้อมูลจากกว่า 10 หน่วยงาน ภาครัฐมีเป้าหมายจะรวมขั้นตอนการลงทะเบียนและการอนุมัติไว้ที่ศูนย์กลางแห่งเดียวในอนาคต
ในการนี้ นางธีรณี เน้นย้ำว่า การพิจารณาอนุมัติโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในอนาคต จะไม่พิจารณาเพียงแค่เกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำเท่านั้น แต่จะประเมินถึง "ผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ" (National Benefits) ร่วมด้วย
ไม่ว่าจะเป็น การรองรับนโยบาย Cloud First ของภาครัฐ การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ หรือ National AI Strategy รวมถึงการสร้างโอกาสให้แก่ผู้ให้บริการเทคโนโลยีในท้องถิ่น ในการพัฒนาระบบดิจิทัลที่มีความเร็วสูงและความหน่วงต่ำ
“การประสานพลังระหว่างการกำกับดูแลของภาครัฐ และการลงทุนของภาคเอกชน จะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับไทยให้เป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์และเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งต่อไปของภูมิภาค”
‘อเมซอน’ เปิด 4 เหตุผล เลือกลงทุน ‘คลาวด์’ ในไทย
หากเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำและหลัก National Benefits คือสิ่งที่ภาครัฐใช้คัดกรองการลงทุนให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ ความชัดเจนของกติกาก็เป็นสิ่งที่นักลงทุนระดับโลกให้ความสำคัญไม่แพ้กัน
นางสาวฐิติมา รุ่งผาติ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ กลุ่มอุตสาหกรรมภาครัฐ Amazon Web Services (AWS) ประเทศไทย เปิดเผยว่า AWS ได้ประกาศแผนการลงทุนระยะยาวในประเทศไทยรวมมูลค่ากว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1.75 แสนล้านบาท เป็นระยะเวลา 15 ปี หลังจากได้เปิดตัว AWS Thailand Region อย่างเป็นทางการเมื่อเดือน ม.ค. 2568
โดยนางสาวฐิติมา ระบุว่า การตัดสินใจลงทุนขนาดใหญ่ของ AWS พิจารณาจากปัจจัยหลัก 4 ประการ ได้แก่
- นโยบายและกฎระเบียบภาครัฐ พิจารณาจากความชัดเจนของนโยบายจัดแบ่งประเภทข้อมูล, กรอบความปลอดภัยไซเบอร์ , และนโยบาย Cloud First ของภาครัฐ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความมั่นใจให้แก่องค์กรที่ประมวลผลข้อมูลที่มีความไว้วางใจสูง
- ความต้องการใช้งานจริง จากปริมาณงาน (Workload) ของลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งภาคการเงิน ธนาคาร ค้าปลีก โทรคมนาคม การผลิต และภาครัฐ
- พลังงานและสาธารณูปโภค ดูจากความมั่นคงของระบบไฟฟ้า โดย AWS มุ่งเน้นการจัดซื้อพลังงานสะอาด และใช้ระบบทำความเย็นด้วยน้ำรีไซเคิล เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำของชุมชนท้องถิ่น พร้อมมุ่งสู่เป้าหมายการเป็น Green Data Center ภายในปี 2030
- การพัฒนาทักษะบุคลากร จากการเตรียมความพร้อมด้านแรงงานดิจิทัล ซึ่ง AWS ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในประเทศไทย 11 แห่ง ตั้งเป้าฝึกอบรมทักษะคลาวด์และ AI แก่นักศึกษาไทยจำนวน 50,000 คน
โดยการลงทุนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการลงทุนรวมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีมูลค่ามากกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์ หลัง AWS มองว่าตลาดคลาวด์ในภูมิภาคนี้ มีมูลค่าสูงถึง 2.46 แสนล้านดอลลาร์ อีกทั้งยังเป็นผู้ใช้งานคลาวด์ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก และมีจำนวนผู้ใช้งาน AI มากเป็นอันดับ 2 ของโลก
แม้การดำเนินงานของดาต้าเซ็นเตอร์จะใช้นวัตกรรมอัตโนมัติเป็นหลัก ทำให้การจ้างงานทางตรงในตัวดาต้าเซ็นเตอร์มีจำนวนไม่มากนัก แต่การลงทุนดังกล่าวช่วยสร้างประโยชน์ต่อห่วงโซ่อุปทานและระบบนิเวศดิจิทัลอย่างมหาศาล เช่น การจ้างงานในภาคการก่อสร้างและโครงข่าย, การยกระดับพาร์ตเนอร์ และสตาร์ตอัพท้องถิ่น, ตลอดจนการพัฒนาทักษะแรงงานให้มีรายได้สูงขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น ไทยมีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ และมีโครงข่ายสายเคเบิลใต้น้ำและบนบกที่แข็งแกร่ง ช่วยลดความหน่วงในการเชื่อมโยงข้อมูล ทั้งยังเปิดโอกาสให้ประเทศเพื่อนบ้านสามารถเข้าถึงบริการคลาวด์ประสิทธิภาพสูงของไทยได้
จะเห็นว่าทั้งสองฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชนให้น้ำหนักกับเรื่องเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าและน้ำ ความโปร่งใสต่อชุมชน และการสร้างประโยชน์ที่ส่งต่อไปถึงบุคลากรและผู้ประกอบการในประเทศ
ท้ายที่สุด หากภาครัฐเร่งวางกติกาให้ชัดเจน มองว่าทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งในฝั่งนักลงทุนที่ได้ความแน่นอนในการวางแผน ชุมชนได้ความโปร่งใสและความมั่นใจด้านสิ่งแวดล้อม ส่วนประเทศก็ได้การลงทุนที่ตอบโจทย์





