กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผย ธุรกิจจัดตั้งใหม่เดือน ก.ย. 69 จำนวน 8,088 ราย ลด 0.83% แต่ทุนจดทะเบียน 2.17 หมื่นล้านบาท เพิ่ม 9.44% ขณะที่ 9 เดือนตั้งใหม่ 6.83 หมื่นราย โต 1.4% สวนทางเลิกกิจการพุ่ง 16.05% ทุนเลิกทะยาน 76% สะท้อนภาคธุรกิจยังเผชิญความผันผวน
KEY POINTS
- ยอดจดทะเบียนธุรกิจใหม่เดือน ก.ย. 69 ลดลง 0.83% อยู่ที่ 8,088 ราย แต่มีมูลค่าทุนจดทะเบียนเพิ่มขึ้น 9.44% เป็น 21,742 ล้านบาท
- สถิติการเลิกกิจการในช่วง 9 เดือนแรกของปี 69 (ม.ค.-ก.ย.) มีจำนวน 13,785 ราย เพิ่มขึ้น 16.05% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
- ธุรกิจที่จดทะเบียนจัดตั้งสูงสุด 3 อันดับแรกในเดือนกันยายน ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป, ภัตตาคาร/ร้านอาหาร และธุรกิจขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต
นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ประจำเดือน ก.ย.2569 มีจำนวน 8,088 ราย ลดลง 0.83% ทุนจดทะเบียน 21,742 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.44%
โดยธุรกิจที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร และธุรกิจขายปลีกอินเทอร์เน็ต รวม 9 เดือนปี 2569 (ม.ค.-ก.ย.) มีจำนวน 68,286 ราย เพิ่มขึ้น 1.40% ทุนจดทะเบียนสะสม 203,400 ล้านบาท ลดลง 5.05%
ทั้งนี้ ในเดือน ก.ย.2569 มีนิติบุคคลจำนวน 3 ราย ที่มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่เกิน 1,000 ล้านบาท รวมมูลค่าทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ทั้งสิ้น 6,042 ล้านบาท ได้แก่
1.บริษัท เอสเอเอ โนวา จำกัด ประกอบกิจการค้าเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ทุนจดทะเบียน 4,042 ล้านบาท
2.บริษัท ทะเลดาว จำกัด ประกอบกิจการเกี่ยวกับโรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหาร ทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านบาท
3.บริษัท รามบุตรี รุ่งเรือง จำกัด (มหาชน) ประกอบกิจการเกี่ยวกับที่พักอาศัย โรงแรม สถานที่พักตากอากาศ ทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านบาท
ส่วนการจัดตั้งธุรกิจใหม่ ในช่วง 9 เดือน พบว่า มี 3 ประเภทธุรกิจที่ขยายตัวอย่างน่าสนใจ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ได้แก่ 1.ธุรกิจการขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต 2.ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร และ 3.ร้านขายปลีกเสื้อผ้า
สำหรับการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการ เดือน ก.ย.2569 มีจำนวน 2,365 ราย เพิ่มขึ้น 10% ทุนจดทะเบียนเลิก 8,072 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.28% รวม 9 เดือนปี 2569 มีจำนวน 13,785 ราย เพิ่มขึ้น 16.05% ทุนจดทะเบียนเลิกสะสม 120,740 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76.03%
ข้อมูล ณ วันที่ 30 ก.ย.2569 มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,118,362 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 32.96 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 1,019,431 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 24.29 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นบริษัทจำกัด 815,706 ราย คิดเป็น 80.01% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 18.22 ล้านล้านบาท
ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 202,206 ราย คิดเป็น 19.84% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 1,519 ราย คิดเป็น 0.15% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.63 ล้านล้านบาท
โดยกลุ่มธุรกิจที่มีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่มากที่สุด คือ กลุ่มบริการ มีจำนวน 555,335 ราย ทุนจดทะเบียน 14.36 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ กลุ่มค้าส่ง/ค้าปลีก 334,514 ราย ทุนจดทะเบียน 2.61 ล้านล้านบาท และกลุ่มผลิต 129,582 ราย ทุนจดทะเบียน 7.33 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.48% 32.81% และ 12.71% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ
นายกิตติวัฒน์ กล่าวว่า การเติบโตของนิติบุคคลไทยยังคงอยู่ระหว่างการเริ่มฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจที่มีการพลิกผันอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ ได้รับแรงกระตุ้นเศรษฐกิจจาก ‘โครงการไทยช่วยไทยพลัส’ ของรัฐบาลโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ช่วยลดภาระค่าครองชีพ กระตุ้นการใช้จ่ายที่เห็นผลเชิงบวกอย่างชัดเจน
ทั้งนี้ กรมฯ ขอให้ผู้ประกอบการไทยติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ อย่างใกล้ชิด อาทิ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสถานการณ์ระหว่างประเทศอาจส่งผลให้ราคาพลังงานและทองคำในตลาดโลกสูงขึ้น พร้อมปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภค
โดยให้ความสำคัญกับ 4 ด้านหลัก ได้แก่
1. การบริหารต้นทุนและสภาพคล่อง ควบคุมค่าใช้จ่าย และบริหารหนี้ให้เหมาะสมกับรายได้
2. นำเทคโนโลยีและช่องทางดิจิทัลมาใช้พัฒนาการขายออนไลน์ และใช้ข้อมูลลูกค้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ
3. สร้างความแตกต่างเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ พัฒนามาตรฐาน และสร้างประสบการณ์ของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์เพื่อแข่งขันได้มากกว่าการใช้ราคาเป็นปัจจัยหลัก
4. การบริหารความเสี่ยงและกระจายตลาด พร้อมประเมินแผนธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ธุรกิจสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที รวมถึงการติดตามมาตรการภาครัฐและกระทรวงพาณิชย์





