นายกฯ ชี้เงินลงทุนต่างชาติ ส่งออก การจ้างงาน และรายได้ภาษีส่งสัญญาณบวก เดินหน้าดึงทุนคุณภาพ ใช้โครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ ตลาดอาเซียนเป็นจุดขาย พร้อมผลักดันพลังงานสะอาด ลดต้นทุนครัวเรือน สร้างรายได้ใหม่
KEY POINTS
- นายอนุทินแสดงความมั่นใจว่า GDP ของไทยปีนี้จะเติบโตสูงกว่า 2.1% ตามที่คาดการณ์ไว้
- ปัจจัยสนับสนุนมาจากการลงทุนจากต่างประเทศ การส่งออก และรายได้จากการจัดเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- ได้มอบหมายให้สภาพัฒน์ฯ ทบทวนประมาณการตัวเลข GDP ใหม่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ
- รัฐบาลมุ่งเน้นดึงดูดการลงทุนโดยชูจุดแข็งด้านบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ ไม่ใช่การแข่งขันด้วยค่าแรงถูก
วันนี้ (24 ต.ค. 2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ "คุยกับ ครม. อนุทิน" โดยได้ ตั้งข้อสังเกตต่อประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ที่ระดับ 2.1% หลังเห็นตัวเลขการลงทุน การส่งออก การจ้างงาน และรายได้ภาษีปรับตัวดีขึ้น โดยมอบหมายสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกลับไปตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้ง
โดยตัวเลขเศรษฐกิจหลายด้านสะท้อนภาพที่ต่างจากประมาณการเดิม โดยเฉพาะเงินลงทุนจากต่างประเทศในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งจากข้อมูลที่ได้รับสูงกว่ามูลค่าทั้งปีที่แล้วราว 30% ขณะที่การส่งออกขยายตัวกว่า 20% และเคยขึ้นไปใกล้ 25% พร้อมกันนี้ รัฐบาลยังเห็นสัญญาณจากการจัดเก็บภาษีนิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการหมุนเวียนของเม็ดเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงตั้งคำถามว่าหากตัวแปรหลักขยับขึ้นพร้อมกัน เศรษฐกิจไทยจะยังขยายตัวเพียง 2.1% ได้อย่างไร
“เพราะฉะนั้น GDP ประเทศไทยของปีนี้ ไม่ใช่ 2.1% อย่างแน่นอน”นายอนุทิน กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังจากได้ให้สภาพัฒน์กลับไปตรวจสอบทั้งวิธีคำนวณ สมมติฐาน และข้อมูลที่ใช้ ก่อนรายงานกลับมาว่าภาพรวมดีขึ้นจริง และอยู่ระหว่างประเมินว่าจะปรับขึ้นเท่าใด พร้อมเสนอให้หารือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องก่อนแถลงตัวเลขด้วย
อย่างไรก็ตาม ที่ต้องให้ความสำคัญกับตัวเลข GDP ด้วยผลต่อความเชื่อมั่นและต้นทุนทางการเงิน หากไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราการเติบโตต่ำ อาจจำกัดโอกาสลงทุน ขณะที่ตัวเลขที่ดีขึ้นอาจช่วยการระดมทุนและการตัดสินใจของนักลงทุนต่างชาติด้วย
นายอนุทิน กล่าวว่า ภาพการลงทุนเป็นอีกเรื่องที่รัฐบาลต้องการเร่งต่อยอด โดยการเดินทางต่างประเทศของรัฐบาลมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มการค้า การลงทุน และความร่วมมือใหม่ โดยไทยต้องนำเสนอประเทศในฐานะคู่ค้าและพันธมิตรที่มีศักยภาพ ไม่ใช่ประเทศที่เดินทางไปขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น
รัฐบาลคาดว่าจะเดินหน้าข้อตกลงทางการค้ากับหลายตลาด ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป ยุโรปกลาง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเอเชียกลาง ขณะที่การเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ได้ช่วยคลี่คลายอุปสรรคจากข้อตกลงเดิมบางส่วน และเปิดทางให้เกิดความร่วมมือใหม่ต่อเนื่อง
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้วางตำแหน่งประเทศไทยต่อผู้ลงทุนต่างชาติใหม่ว่าไทยไม่ควรแข่งขันด้วยค่าแรงราคาถูก ค่าไฟราคาถูก หรือรับงานประกอบสินค้าเพื่อรับเพียงค่าจ้าง แต่ต้องขายความพร้อมด้านบุคลากร ระบบขนส่ง โลจิสติกส์ ตลาด และการเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค
“คุณไม่ได้มาเมืองไทยเพื่อมาหาแรงงานถูก มาผิดที่ ถ้ามาอย่างนั้น” นายกรัฐมนตรี กล่าว
นายอนุทิน กล่าวว่า ไทยมีข้อได้เปรียบจากระบบคมนาคมที่กระจายทั่วภูมิภาค มีทางออกทะเลทั้งสองด้าน รวมถึงโครงข่ายทางบก ราง อากาศ และเรือ นักลงทุนที่ใช้ไทยเป็นฐานจึงไม่ได้เข้าถึงเฉพาะตลาดในประเทศราว 70 ล้านคน แต่สามารถเชื่อมตลาดอาเซียนราว 700 ล้านคนได้
รัฐบาลยังมองว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานตลอด 10-20 ปีที่ผ่านมาเริ่มสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ทั้งรถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง และโครงข่ายที่เตรียมเชื่อมหนองคาย สปป.ลาว จีนตอนใต้ ลงไปถึงภาคใต้และต่อกับมาเลเซีย ทำให้ไทยมีศักยภาพเป็นฐานกระจายสินค้าหลายทิศทาง
ด้านพลังงาน แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางสร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมัน แต่ประเทศไทยยังไม่ประสบปัญหาปริมาณขาดแคลน ขณะที่การลดการใช้น้ำมันและหันไปใช้ไฟฟ้าและพลังงานธรรมชาติมากขึ้นช่วยสร้างเสถียรภาพให้ระบบพลังงานของประเทศด้วย
อีกมาตรการที่รัฐบาลต้องการผลักดันคือการเปิดทางให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเพื่อใช้เอง และขายไฟฟ้าส่วนที่เหลือกลับเข้าสู่ระบบของรัฐ ช่วยลดค่าใช้จ่ายครัวเรือน พร้อมสร้างรายได้ระยะยาว และนำไฟฟ้าที่เหลือไปสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมหรือบริการสาธารณะ
“เมื่อชาวบ้านทุกหลังคาเรือนขายไฟส่วนที่เหลือกลับคืนเข้ามา เราก็มีปริมาณไฟจำนวนหนึ่งไปฟีดในภาคอุตสาหกรรมด้วย” นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน กล่าวถึงผลจากการเป็นเจ้าภาพประชุม IMF–World Bank ที่กรุงเทพฯ ว่า ถือว่าได้เปิดพื้นที่ให้เกิดการหารือทวิภาคี การจับคู่ธุรกิจ และความร่วมมือระหว่างประเทศจำนวนมาก พร้อมสร้างความเชื่อมั่นต่อความพร้อมของประเทศไทย ทั้งความปลอดภัย ระบบบริการ และศักยภาพคนไทยในการจัดงานระดับโลก
พร้อมกันนี้ รัฐบาลมองว่าผลจากเวทีดังกล่าวสามารถต่อยอดสู่ธุรกิจ MICE การลงทุน และการท่องเที่ยว ขณะเดียวกันการมีตัวเลขเศรษฐกิจที่สะท้อนศักยภาพจริงของประเทศ จะเป็นอีกเครื่องมือสำคัญในการแข่งขันดึงเงินลงทุนเข้าสู่ไทยในช่วงที่ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว





