วันอังคาร ที่ 27 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผวาส่งออก 'สินค้าเกษตรวูบ' 3 ไตรมาสติดลบ 1.9% เหตุต้นทุนสูง แข่งรุนแรง

ส่งออกไทย ก.ย.โต 24% แตะ 3.84 หมื่นล้านดอลลาร์ รวม 9 เดือนโต 19.6% อานิสงส์อิเล็กทรอนิกส์สินค้า AI ลุ้นทั้งปีโต 19% “อัทธ์ พิศาลวานิช” ไตรมาสสุดท้ายตลาดสหรัฐยังโต เร่งนำเข้าลุ้นเจรจราภาษีทรัมป์ พร้อมแรงหนุนสินค้าเทศกาลคริสต์มาส-ปีใหม่ ห่วงสินค้าเกษตร 3 ไตรมาส ติดลบ 1.9% เสี่ยงชะลอตัวจากต้นทุนสูงเทียบคู่แข่ง “ข้าว” ส่งออกชะลอตัวมา 7-8 เดือน

KEY POINTS

  • ส่งออกไทย ก.ย.โต 24% แตะ 3.84 หมื่นล้านดอลลาร์ รวม 9 เดือนโต 19.6% อานิสงส์อิเล็กทรอนิกส์สินค้า AI ลุ้นทั้งปีโต 19% 
  • ภาพรวมการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 หดตัวลง 1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
  • สินค้าเกษตรสำคัญที่มียอดส่งออกติดลบอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ข้าว (-16.6%), ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง (-28.4%) และน้ำตาล (-21.8%)
  • ปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบคือต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลก โดยเฉพาะจากคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนาม
  • มีข้อเสนอแนะให้ไทยเร่งยกระดับจากการจำหน่ายวัตถุดิบไปสู่สินค้าเกษตรแปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความสามารถในการแข่งขัน

การส่งออกไทยเดือน ก.ย.2569 มีมูลค่า 38,438 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 24% ต่อเนื่อง 27 เดือน และทำสถิติส่งออกรายเดือนสูงสุดประวัติการณ์นับจากเดือน มี.ค.2569 ที่ทำไว้ 35,157 ล้านดอลลาร์ การนำเข้ามูลค่า 44,295.6 ล้านดอลลาร์ สูงสุดประวัติการณ์ และขยายตัว 50.4% สูงสุดรอบ 63 เดือน ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 5,856 ล้านดอลลาร์

ขณะที่ภาพรวม 9 เดือนปี 2569 (ม.ค.-ก.ย.) การส่งออกมูลค่า 304,588 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 19.6% การนำเข้ามูลค่า 348,282 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 37.8% ขาดดุลการค้า 43,693 ล้านดอลลาร์

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ปัจจัยทำให้การส่งออกเดือน ก.ย.2569 มาจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เร่งขึ้นทำให้ไทยที่เป็นผู้ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในห่วงโซ่การผลิตโลกเติบโตทิศทางเดียวกันสอดคล้องกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกสุทธิฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้อง AI รายใหญ่ของโลก

ส่วนการนำเข้าที่เพิ่มถึง 50.4% มาจากการการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป ซึ่งมีสัดส่วน 41.7% สินค้าทุนสัดส่วน 33.5% โดยสินค้านำเข้า อาทิ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ เครื่องจักรไฟฟ้า แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ซึ่งนำเข้ามาผลิตส่งออก

ส่วนสินค้าเชื้อเพลิงมีสัดส่วน 11.9% สินค้าอุปโภคบริโภค สัดส่วน 8.7% ยานพาหนะ สัดส่วน 3.2% อาวุธ ยุทธปัจจัยและอื่นสัดส่วน 1%

ผวาส่งออก 'สินค้าเกษตรวูบ' 3 ไตรมาสติดลบ 1.9% เหตุต้นทุนสูง แข่งรุนแรง

ทั้งนี้แม้มูลค่าการนำเข้าสูงเป็นประวัติการณ์ แต่ไม่ควรพิจารณาเฉพาะตัวเลขการนำเข้าด้านเดียว ควรพิจารณาควบคู่โครงสร้างการส่งออก เพื่อให้เห็นภาพรวมภาคการผลิตและการค้าไทยรอบด้าน เพราะโครงสร้างการนำเข้าสินค้าสำคัญส่วนใหญ่ประกอบด้วยวัตถุดิบ สินค้าทุน และสินค้าที่เกี่ยวข้องกระบวนการผลิต ซึ่งบางส่วนเชื่อมโยงการผลิตสินค้าเพื่อส่งออก 

รวมทั้งสะท้อนว่าการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นไม่หมายถึงการบริโภคในประเทศอย่างเดียว แต่มีส่วนสนับสนุนการผลิตและการส่งออก

ส่งออก "น้ำตาล-ปลา" ก.ย.หดตัวลง

นอกจากนี้การส่งออกไทยเดือน ก.ย.2569 ขยายตัว 24% มาจาก ดังนี้

สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัว 2.5% โดยขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน โดยสินค้าเกษตรขยายตัว 8.1% และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ลด 2.7%

โดยมีสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ น้ำตาลทราย ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ เนื้อปลาสดแช่เย็นแช่แข็ง และกาแฟ

สินค้าอุตสาหกรรมขยายตัว 25.4% ขยายตัวต่อเนื่อง 30 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า

ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ แผงสวิทซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ ทั้งนี้ 9 เดือนปี 2569 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัว 23%

ตลาดสหรัฐขยายตัวแรง 50.1%

ด้านตลาดส่งออกยังขยายตัวสูงต่อเนื่อง โดยตลาดหลักเพิ่มขึ้น 32.4% จากตลาดสหรัฐเพิ่มขึ้น 50.1% จีน เพิ่มขึ้น 18.4% ญี่ปุ่น เพิ่ม ขึ้น 19% สหภาพยุโรป (27 ประเทศ) เพิ่มขึ้น 35% อาเซียน (5 ประเทศ) เพิ่มขึ้น 27% และ CLMV เพิ่มขึ้น 16.6%

ผวาส่งออก 'สินค้าเกษตรวูบ' 3 ไตรมาสติดลบ 1.9% เหตุต้นทุนสูง แข่งรุนแรง

ส่วนตลาดรอง เพิ่ม 24% โดยขยายตัวในตลาดทวีปออสเตรเลีย 37.7% ลาตินอเมริกา ขยายตัว 29.3% ทวีปแอฟริกา ขยายตัว 5.2% และสหราชอาณาจักร ขยายตัว 14.6% 

ขณะที่ตลาดรัสเซียและกลุ่ม CIS ลดลง 12.4% เอเชียใต้ ลดลง 2.7% และตะวันออกกลาง ลดลง 8.7% และตลาดอื่น ๆ ลดลง 61.7%
3 ไตรมาส สินค้าเกษตรติดลบ 1.9%

นายนันทพงษ์ กล่าวว่า การส่งออกไทยช่วง 9 เดือนแรกปี 2569 มีมูลค่า 304,588 ล้านดอลลาร์ เทียบช่วงเดียวกันกับปีที่แล้วเพิ่มขึ้น 16.6% โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญจากวัฏจักรขาขึ้นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ แบ่งเป็น 

สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าส่งออก 39,915 ล้านดอลลาร์ ติดลบ 1.9% โดยสินค้าสำคัญที่ติดลบ อาทิ

  • ทูน่ากระป๋อง 3,908 ล้านดอลลาร์ ติดลบ 0.4%
  • ยางพารา 3,709 ล้านดอลลาร์ ติดลบ 2.5%
  • ข้าว 2,962 ล้านดอลลาร์ ติดลบ 16.6%
  • ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง 1,698 ล้านดอลลาร์ ติดลบ 28.4%
  • น้ำตาล 1,887 ล้านดอลลาร์ ติดลบ 21.8%

สินค้าอุตสาหกรรม มูลค่า 255,177 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 23.0% อาทิ

  • ยานยนต์ 16,900 ล้านดอลลาร์ ติดลบ 0.9%
  • อุปกรณ์และส่วนประกอบยานยนต์ 12,974 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 3.3%
  • Hard Disk Drive 10,428 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 18.9%
  • แผงวงจรไฟฟ้า 10,060 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 19.0%
  • เครื่องปรับอากาศ 5,942 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 1.6%

คาดทั้งปีส่งออกขยายตัว 15-16%

สำหรับแนวโน้มการส่งออกในช่วง 3 เดือนที่เหลือคาดว่าขยายตัวได้ต่อเนื่อง ซึ่งมีโอกาสที่การส่งออกทั้งปีจะขยายตัวได้ 15-16% ซึ่งจะสูงกว่าเป้าเดิมที่ประเมินไว้ 5-11% ค่ากลาง 8%

ทั้งนี้ การผลักดันให้การส่งออกขยายตัว 15% จะต้องทำให้การส่งออกที่เหลือ 3 เดือนได้มูลค่า 86,678 ล้านดอลลาร์ หรือเฉลี่ยเดือนละ  28,892 ล้านดอลลาร์ รวมทั้งปีจะมีมูลค่า 391,267 ล้านดอลลาร์ 

รวมทั้งหากจะให้ส่งออกทั้งปีขยายตัว 16% ต้องส่งออกไตรมาสสุดท้ายได้ 90,081 ล้านดอลลาร์ หรือเฉลี่ยเดือนละ 30,027 ล้านดอลลาร์ รวมทั้งปีมูลค่าส่งออก 394,669 ล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ หากวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังคงขยายตัวในระดับสูงต่อเนื่องและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI มีโอกาสที่การส่งออกทั้งปีจะเติบโตได้ 19% ที่มูลค่า 404,876 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะถือว่าเป็นมูลค่าที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์

ขณะที่แนวโน้มการส่งออกปี 2570 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง แต่ต่ำกว่า ปี 2569 เพราะฐานสูงมาก เบื้องต้นประเมินการขยายตัวที่ 2-4% โดยยังคงได้รับแรงหนุนจากเศรษฐกิจโลกที่เร่งตัวขึ้น ซึ่ง IMF ประเมินที่ 3.4% ส่วนองค์การการค้าโลก (WTO) ประเมินเพิ่มขึ้น 4.1% และการลงทุนด้าน AI ยังขยายตัว แต่ต้องประเมินตัวเลขที่ชัดเจนอีกครั้ง

ผวาส่งออก 'สินค้าเกษตรวูบ' 3 ไตรมาสติดลบ 1.9% เหตุต้นทุนสูง แข่งรุนแรง

ห่วงประท้วงยุโรปกระทบโลจิสติกส์

สำหรับผลกระทบจากสถานการณ์ประท้วงในยุโรปต่อการส่งออกของไทย ทั้งในฝรั่งเศสและอิตาลี โดยในระยะสั้นแม้ขณะนี้การส่งออกอาจยังไม่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน

ต้องติดตามว่าการประท้วงหรือการหยุดงานในประเทศคู่ค้าจะกระทบภาคการผลิตและการขนส่งหรือไม่ เพราะหากเกิดการหยุดชะงักของการผลิต อาจส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานและโครงสร้างการส่งออกของไทยตามมา

ส่วนระยะกลางและระยะยาว หากสถานการณ์ความขัดแย้งด้านแรงงานยืดเยื้อ อาจส่งผลให้ภาคการผลิตและการจ้างงานในประเทศเป้าหมายชะลอตัว และกระทบต่อความต้องการนำเข้าสินค้าจากไทยในที่สุด จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ของประเทศคู่ค้าใกล้ชิด

ผวาส่งออก 'สินค้าเกษตรวูบ' 3 ไตรมาสติดลบ 1.9% เหตุต้นทุนสูง แข่งรุนแรง

แนวโน้มตลาดสหรัฐดีรอผลเจรจา

รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกไทยไปตลาดสหรัฐในไตรมาสสุดท้ายยังขยายตัวดีในช่วงที่การเจรจาและการลงนามความตกลงด้านภาษีตอบโต้ (ART) ระหว่างไทยกับสหรัฐยังไม่สรุป  

เพราะผู้ประกอบการกังวลอัตราภาษีที่ไทยต้องเผชิญจึงเร่งส่งออกสินค้าไปยังตลาดสหรัฐก่อนที่เงื่อนไขทางภาษีจะชัดเจน

ทั้งนี้เมื่อลงนามความตกลงดังกล่าวแล้วแนวโน้มการส่งออกอาจชะลอตัวลง โดยขึ้นกับอัตราภาษีที่ไทยได้รับจะอยู่ระดับใด ซึ่งขณะนี้ยังไม่แน่นอนว่าจะเป็นอัตรา 19% หรือ 19% บวกกับภาษีอีก 12.5%

สำหรับสินค้าที่มีบทบาทสำคัญต่อการขยายตัวของการส่งออก ได้แก่ สินค้าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น เครื่องมือสื่อสาร สมาร์ตโฟน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มเติบโตและขับเคลื่อนการส่งออกไทย

ส่งออกข้าวชะลอตัวมา 7-8 เดือน

ส่วนสินค้าเกษตรในตลาดสหรัฐคาดว่าจะทรงตัวและมีความเสี่ยงชะลอตัวลง เนื่องจากสินค้าเกษตรไทยมีต้นทุนการผลิตและราคาค่อนข้างสูง ขณะเดียวกันยังเผชิญการแข่งขันจากหลายประเทศ โดยเฉพาะเวียดนามที่ผลิตสินค้าเกษตรหลายชนิดได้ใกล้เคียงกับไทย

รศ.อัทธ์ กล่าวว่า การหาตลาดใหม่เพื่อรองรับสินค้าเกษตรไทยระยะนี้อาจทำได้ยากเนื่องจากการแข่งขันตลาดโลกรุนแรง ขณะที่สินค้าเกษตรบางชนิด เช่น ข้าว มีแนวโน้มส่งออกลดลงช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมา อีกทั้งไทยต้องแข่งขันกับประเทศผู้ผลิตรายอื่นในสินค้าแต่ละประเภท โดยเฉพาะมีเวียดนามเป็นคู่แข่งสำคัญ

ดังนั้น แนวทางสำคัญที่ไทยควรเร่งดำเนินการ คือ การยกระดับสินค้าเกษตรจากการจำหน่ายวัตถุดิบไปสู่สินค้าเกษตรแปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าไทย เนื่องจากสินค้าแปรรูปของไทยมีศักยภาพและมีแบรนด์ที่มีคุณภาพจำนวนมาก อีกทั้งยังมีคู่แข่งที่สามารถแข่งขันได้ยากกว่าการจำหน่ายสินค้าเกษตรในรูปวัตถุดิบ

แนะผลิตสินค้าเกษตรพรีเมียม

สำหรับตลาดส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูปแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ตลาดพรีเมียม เช่น สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพและมาตรฐานสินค้า ส่วนตลาดระดับกลางประกอบด้วยจีนและอินเดีย รวมถึงตลาดแอฟริกาและตะวันออกกลาง โดยเฉพาะตะวันออกกลางที่มีโอกาสพัฒนาไปสู่ตลาดสินค้าเกษตรแปรรูปพรีเมียมได้เช่นกัน

ทั้งนี้ แม้ไทยจะมีสินค้าเกษตรแปรรูปที่มีคุณภาพและแบรนด์ที่แข็งแกร่ง แต่ปัญหาสำคัญยังอยู่ที่การทำตลาดและการสร้างการรับรู้ในต่างประเทศจึงต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาช่องทางจำหน่าย การสร้างแบรนด์ และกลยุทธ์การตลาด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

2 ปัจจัยหนุนส่งออกไตรมาสสุดท้าย

สำหรับแนวโน้มการส่งออกช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้ประเมินว่ามีโอกาสขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุน 2 ประการ ได้แก่ 

1.ความกังวลเกี่ยวกับมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการเร่งส่งออกก่อนเงื่อนไขทางภาษีจะเปลี่ยนแปลง 

2.การเข้าสู่ช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการสินค้าในตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม การส่งออกที่เพิ่มขึ้นในช่วงดังกล่าวมีแนวโน้มมาพร้อมกับการนำเข้าที่ขยายตัวเช่นกัน เนื่องจากผู้ประกอบการเร่งนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบเพื่อรองรับการผลิตและความต้องการในช่วงเทศกาล

ส่วนเป้าหมายการส่งออกทั้งปี มองการขยายตัว 15-17% ยังเป็นไปได้ ขณะที่การเติบโตถึง 19% อาจเป็นเป้าหมายสูงเกินไป โดยต้องติดตามสถานการณ์ภาษีสหรัฐ ทิศทางความต้องการสินค้าตลาดโลก และแรงส่งจากสินค้าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีช่วงที่เหลือของปีใกล้ชิด