วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

‘อรรถวิชช์’ เตือนรัฐเบรกนำเข้าเศษเหล็ก หวั่นค่ายรถย้ายฐาน! จี้แก้เกณฑ์ขยะ

"อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี" เตือนรัฐห้ามนำเข้า "เศษเหล็ก" หวั่นค่ายยานยนต์ย้ายฐาน จี้แก้เกณฑ์ "ขยะปนเปื้อน" แยกผู้ประกอบการ "ดี-เลว"

KEY POINTS

  • ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เตือนรัฐบาลให้ทบทวนแนวทางห้ามนำเข้าเศษเหล็กโดยไม่แยกแยะ เพราะอาจส่งผลกระทบทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน
  • ชี้ว่าไทยไม่มีโรงถลุงเหล็กเป็นของตัวเอง การปิดกั้นนำเข้าเศษเหล็กคุณภาพดีจะทำให้ไม่สามารถผลิตเหล็กเกรดพิเศษที่จำเป็นต่อการผลิตยานยนต์ได้
  • ระบุว่าต้นตอของปัญหาลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์เกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ตีความกฎระเบียบเรื่อง "การห้ามเจือปน" แบบสุดโต่ง (Zero Tolerance) ซึ่งนำไปสู่การคอร์รัปชันและการลักลอบทิ้งขยะพิษ
  • เสนอทางแก้ 2 ข้อ คือ 1. กำหนดเกณฑ์สัดส่วนการเจือปนที่ยอมรับได้ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล (อนุสัญญาบาเซล-OECD) และ 2. บังคับให้นำเข้าเศษเหล็กส่งตรงไปยังโรงงานหลอมที่ได้รับใบอนุญาตเท่านั้น ห้ามผ่านพ่อค้าคนกลาง

ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (บัญชีรายชื่อ) พรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผย "กรุงเทพธุรกิจ" ถึงความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม โดยขอให้รัฐบาลทบทวนแนวทางห้ามนำเข้าเศษเหล็ก และกำหนดมาตรการแยกวัตถุดิบรีไซเคิลออกจากขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ หากรัฐบาลออกมาตรการสั่งห้ามนำเข้าเศษเหล็กโดยไม่แยกแยะ อาจส่งผลกระทบรุนแรงถึงขั้นทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยตัดสินใจย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

หวั่นยานยนต์ย้ายฐาน "ไทยถลุงเหล็ก" เองไม่ได้

ดร.อรรถวิชช์ กล่าวว่า เศษเหล็กและซากรถยนต์บดอัด (Car Bale) ไม่ใช่ขยะไร้ประโยชน์ แต่เป็นวัตถุดิบรีไซเคิลหมุนเวียน (Circular Economy) ที่สำคัญยิ่งต่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง ยานยนต์ และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เนื่องจากประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถยนต์ระดับต้นๆ ของโลกและในภูมิภาคอาเซียน แต่ไทยไม่มีโรงถลุงเหล็กเป็นของตัวเองเหมือนประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย หากปิดกั้นการนำเข้าเศษเหล็กคุณภาพดี ประเทศไทยจะไม่สามารถผลิตเหล็กเกรดพิเศษที่จำเป็นต่อกระบวนการผลิตยานยนต์ได้

สำหรับต้นตอของปัญหาการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบัน ดร.อรรถวิชช์ ชี้ให้เห็นว่า ไม่ใช่ปัญหากฎหมายห้ามนำเข้าเศษเหล็ก แต่เกิดจากการที่เจ้าหน้าที่กรมศุลกากร กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกระทรวงพาณิชย์ ได้ตีความกฎระเบียบเรื่อง "การห้ามเจือปน" เศษพลาสติกและแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ในลักษณะสุดโต่งแบบ Zero Tolerance หรือเปรียบเทียบเหมือนยาเสพติดที่ไม่ยินยอมให้มีส่วนเจือปนเลยแม้แต่น้อย

"ในความจริง ซากรถยนต์บดอัดตามธรรมชาติ ย่อมมีเศษพลาสติก ยาง หรือแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ปนมาบ้างเล็กน้อย ซึ่งไม่มีทางที่จะสะอาด 100% พอเจ้าหน้าที่ตีความว่าปนไม่ได้เลย ก็เลยเกิดกระบวนการหลับตาข้างเดียว เพื่อแลกกับการไม่เปิดตู้ตรวจ และเมื่อนำเข้าผ่านพ่อค้าคนกลาง (Trader) คนกลางก็นำขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปคัดแยก แล้วแอบนำขยะพิษไปทิ้งใต้ดินหรือแอบทิ้งในป่า หรือจากข่าวที่เห็นในทุกวันนี้" ดร.อรรถวิชช์ กล่าว

ชง 2 ข้อเสนอทางออก ยึดเกณฑ์บาเซล-OECD

ดังนั้น จึงเสนอแนวทางแก้ไขให้ตรงจุด 2 ประการสำคัญ ได้แก่

1.) กำหนดเกณฑ์สัดส่วนการเจือปนขั้นต่ำที่ยอมรับได้ โดยรัฐต้องประกาศเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าการปนในระดับใดที่ไม่ถือว่าเป็นการเจือปน ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลตามอนุสัญญาบาเซล (Basel Convention) และกลุ่ม OECD (เช่น Green List รหัส B1010 และ B1250)

2.) บังคับส่งตรงโรงงานหลอม (Direct Shipment) กำหนดให้นำเข้าเศษเหล็กส่งตรงไปยังโรงงานที่มีใบอนุญาตรับหลอม/กำจัดประเภท 105 และ 106 โดยตรงเท่านั้น ห้ามสั่งซื้อผ่านพ่อค้าคนกลางหรือสถานที่รวบรวมขยะ เพื่อป้องกันขยะพิษรั่วไหลระหว่างทาง

"ต้องแยกผู้ประกอบการสุจริตออกจากผู้กระทำผิด ผมยอมรับว่าประเทศไทยมีปัญหาการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยใช้การสำแดงเป็นเศษโลหะบังหน้า ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องปราบปรามอย่างจริงจัง แต่การพบผู้กระทำผิดบางราย ไม่ควรนำไปสู่การตัดสินใจห้ามนำเข้าวัตถุดิบทั้งหมด เพราะจะสร้างความเสียหายแก่ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง รวมถึงแรงงานและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง การแก้ปัญหาต้องแก้ให้ตรงจุด ไม่ใช่แก้ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายด้วยการห้ามทั้งอุตสาหกรรม" 

ดัน พ.ร.บ.กากอุตสาหกรรม ตั้งกองทุนฟ้องแทนประชาชน

ดร.อรรถวิชช์ เปิดเผยว่า ตนได้จัดทำและเสนอร่างพระราชบัญญัติการจัดการกากอุตสาหกรรม พ.ศ. ... จำนวนกว่า 130 มาตรา เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรเรียบร้อยแล้ว ซึ่งนับเป็นกฎหมายจัดการกากอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบฉบับแรกของไทย ครอบคลุม 3 ส่วนสำคัญ คือ

1. กากอุตสาหกรรมระหว่างกระบวนการผลิต

2. ขยะอิเล็กทรอนิกส์หลังการใช้งาน

3. มาตรการกำจัดซากรถยนต์ (End of Life Vehicle - ELV) โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่กำหนดให้ผู้ผลิต/ผู้จำหน่ายต้องรับผิดชอบ เช่น โครงการ "รถเก่าแลกรถใหม่" เพื่อส่งซากเข้าสู่กระบวนการทำลายอย่างถูกต้อง

ขณะเดียวกัน ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ยังเสนอจัดตั้ง "กองทุนอุตสาหกรรมยั่งยืน" โดยขยายอำนาจจากกองทุน SME ประชารัฐ จะทำหน้าที่สำรองงบประมาณเข้าไปเก็บกู้ซากสารพิษรั่วไหลได้อย่างทันท่วงที โดยไม่ต้องรอกระบวนการงบกลาง พร้อมทำหน้าที่เป็นโจทก์ฟ้องร้องดำเนินคดีและไล่เบี้ยเอาผิดกับโรงงานที่ปล่อยสารพิษแทนประชาชน

"ขณะนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวจัดเป็นร่าง พ.ร.บ. เกี่ยวด้วยการเงิน และผ่านขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นแล้ว อยู่ระหว่างเสนอนายกรัฐมนตรี พิจารณาลงนามรับรอง ก่อนนำกลับเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป" ดร.อรรถวิชช์ กล่าว