วันจันทร์ ที่ 26 ตุลาคม 2569

Login
Login

กะเพราไม่ได้เป็นของใคร เกษตรฯ ยืนยัน 4 พันธุ์ใหม่ไม่กระทบพันธุ์เดิม

กรมส่งเสริมการเกษตร แจงดราม่าขึ้นทะเบียนกะเพรา ย้ำชัดปลูก-ขายพันธุ์ทั่วไปไม่มีความผิด การคุ้มครองเฉพาะพันธุ์ใหม่จากการวิจัย ไม่ได้ครอบคลุมกะเพราทั้งหมดในประเทศ

KEY POINTS

  • กรมส่งเสริมการเกษตรชี้แจงว่าข่าว "กะเพราถูกเอกชนจดคุ้มครอง" ไม่เป็นความจริง การคุ้มครองตามกฎหมายมีผลเฉพาะกะเพราพันธุ์ใหม่ 4 พันธุ์ที่ผ่านการวิจัยเท่านั้น
  • ประชาชนและเกษตรกรยังสามารถปลูก ขาย และบริโภคกะเพราพันธุ์ดั้งเดิมที่มีอยู่ทั่วไปได้ตามปกติ โดยไม่ได้รับผลกระทบจากการคุ้มครองพันธุ์ใหม่
  • กฎหมายคุ้มครองเฉพาะ "ส่วนขยายพันธุ์" (เช่น เมล็ด, กิ่งชำ) ของพันธุ์ใหม่เพื่อการค้า แต่ไม่ได้ห้ามประชาชนบริโภคหรือใช้ประโยชน์จากผลผลิต

กรมส่งเสริมการเกษตร ชี้แจงกระแสข่าว “กะเพราถูกเอกชนจดคุ้มครอง” จนผู้ปลูก-ผู้ขายทั่วไปกังวลว่าจะมีความผิดนั้น ไม่เป็นความจริง โดยการคุ้มครองมีผลเฉพาะพันธุ์ใหม่ที่ผ่านการวิจัยและยื่นขอตามกฎหมาย ไม่ได้ครอบคลุมกะเพราทุกสายพันธุ์ในไทย

กะเพราไม่ได้เป็นของใคร เกษตรฯ ยืนยัน 4 พันธุ์ใหม่ไม่กระทบพันธุ์เดิม

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันมีการยื่นขอจดทะเบียนและขอรับการคุ้มครองพันธุ์กะเพราที่เป็นพันธุ์ใหม่ จำนวน 4 พันธุ์ กับกรมวิชาการเกษตร ซึ่งเป็นผลจากการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ จึงเข้าสู่กระบวนการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 เพื่อให้พันธุ์พืชที่มีลักษณะตามหลักเกณฑ์ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย โดยการคุ้มครองดังกล่าว เป็นการคุ้มครองเฉพาะพันธุ์ที่ระบุไว้เท่านั้น ไม่ได้หมายความว่ากะเพราทั้งหมดในประเทศไทยจะกลายเป็นพันธุ์ของเอกชน หรือถูกผูกขาดการใช้ประโยชน์

“ขอให้ประชาชนและเกษตรกรสบายใจได้ว่า การขอรับการคุ้มครองพันธุ์พืชไม่ได้ทำให้กะเพราที่ปลูกและบริโภคกันอยู่ทั่วไปกลายเป็นทรัพย์สินของเอกชน กะเพราพันธุ์อื่น ๆ ที่มีอยู่เดิมยังสามารถปลูก จำหน่าย นำมาประกอบอาหาร และใช้ประโยชน์ได้ตามปกติ การคุ้มครองมีขอบเขตเฉพาะพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครอง และมีเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด” นายกฤษ กล่าว

กะเพราไม่ได้เป็นของใคร เกษตรฯ ยืนยัน 4 พันธุ์ใหม่ไม่กระทบพันธุ์เดิม

  • ชี้แจงกฎหมายคุ้มครองเฉพาะส่วนขยายพันธุ์เพื่อการค้า ยันไม่ห้ามกินหรือแจกจ่าย

สำหรับพันธุ์พืชที่ได้รับการคุ้มครอง กฎหมายไม่ได้ห้ามประชาชนรับประทานหรือใช้ประโยชน์จากผลผลิตของพันธุ์นั้น และไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะไม่สามารถแจกจ่ายผลผลิตเพื่อการบริโภคได้ แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ ส่วนขยายพันธุ์ เช่น เมล็ดพันธุ์ กิ่งชำ หรือส่วนอื่นที่สามารถนำไปขยายพันธุ์ได้ ซึ่งการนำส่วนขยายพันธุ์ของพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองไปใช้ในลักษณะที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะการนำไปผลิตหรือจำหน่ายเพื่อการค้า ต้องอยู่ภายใต้สิทธิและเงื่อนไขของการคุ้มครองพันธุ์พืช

ดังนั้น การปลูกกะเพราเพื่อบริโภค การนำใบกะเพรามาประกอบอาหาร หรือการจำหน่ายผลผลิตกะเพราเพื่อการบริโภค ไม่ใช่การกระทำที่ถูกห้ามเพียงเพราะมีกะเพราบางพันธุ์ได้รับการคุ้มครอง สิ่งที่ต้องพิจารณา คือ พันธุ์นั้นเป็นพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองหรือไม่ และการกระทำนั้นเกี่ยวข้องกับส่วนขยายพันธุ์และอยู่ในขอบเขตสิทธิของผู้ทรงสิทธิตามกฎหมายหรือไม่

  • ไขข้อสงสัยเกสรฟุ้งกระจาย ยันไม่ทำให้แปลงข้างเคียงกลายเป็นพันธุ์เอกชน

ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า หากเมล็ดหรือส่วนขยายพันธุ์ของกะเพราที่ได้รับการคุ้มครองปลิวไปตกในแปลงเกษตรอื่น หรือปะปนอยู่ในพื้นที่เพาะปลูก แล้วจะทำให้พืชในแปลงดังกล่าวกลายเป็น “พันธุ์ของเอกชน” ทั้งหมดนั้น ไม่ใช่หลักการของการคุ้มครองพันธุ์พืช การคุ้มครองไม่ได้ทำให้เจ้าของพันธุ์มีสิทธิเหนือพืชทุกต้นที่มีลักษณะคล้ายกันหรือเกิดขึ้นเองในพื้นที่อื่นโดยอัตโนมัติ การพิจารณาสิทธิและการบังคับใช้กฎหมายต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและขอบเขตที่พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 กำหนด

กะเพราไม่ได้เป็นของใคร เกษตรฯ ยืนยัน 4 พันธุ์ใหม่ไม่กระทบพันธุ์เดิม

  • วอนประชาชนเช็กข้อมูลก่อนแชร์ ย้ำสร้างแรงจูงใจนักวิจัยโดยไม่ผูกขาดพืชดั้งเดิม

นายกฤษ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตรขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนส่งต่อหรือเผยแพร่ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในพันธุ์พืช ซึ่งมีรายละเอียดทางกฎหมายและมีขอบเขตการคุ้มครองที่ชัดเจน การที่มีพันธุ์กะเพราบางพันธุ์ได้รับการคุ้มครอง จึงไม่ใช่การ “จดกะเพราทั้งหมด” และไม่ได้ทำให้ประชาชนหมดสิทธิในการปลูก กิน หรือใช้ประโยชน์จากกะเพราพันธุ์อื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การคุ้มครอง

กรมส่งเสริมการเกษตรยืนยันว่า การคุ้มครองพันธุ์พืชมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ สร้างแรงจูงใจให้เกิดการปรับปรุงพันธุ์ และคุ้มครองสิทธิของผู้พัฒนาพันธุ์ตามกรอบกฎหมาย ขณะเดียวกันยังคงคำนึงถึงการใช้ประโยชน์จากพันธุ์พืชของเกษตรกรและประชาชน โดยการใช้สิทธิในพันธุ์พืชต้องดำเนินการภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่การผูกขาดพืชชนิดนั้นทั้งหมด

การออกมาชี้แจงของกรมส่งเสริมการเกษตรในครั้งนี้ ช่วยสร้างความกระจ่างให้แก่ประชาชนและเกษตรกรเกี่ยวกับพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 โดยยืนยันชัดเจนว่าการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่เป็นกลไกส่งเสริมงานวิจัยนวัตกรรมที่ไม่กระทบต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมของประชาชน และไม่ใช่นโยบายการผูกขาดสายพันธุ์พืชแต่อย่างใด