อดีตเลขาธิการ กขค.ตั้งข้อสังเกตคำวินิจฉัยคดี ‘ช้อปปี้’ ของ กขค.ปรับทางปกครองบริษัท 3.47 ล้านบาท ชี้สร้างบรรทัดฐานใหม่ ตั้งคำถามใช้โทษทางปกครองแทนโทษอาญา ขอคำชี้แจงหลักเกณฑ์ใช้ ม.50 และ ม.57
KEY POINTS
- คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) สั่งปรับ Shopee 3.47 ล้านบาท ฐานนำร้านค้าเข้าร่วมโปรโมชันโดยไม่ได้รับความยินยอม ซึ่งเป็นการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 57
- เกิดข้อสังเกตสำคัญว่าเหตุใดกรณีนี้จึงถูกพิจารณาเป็นความผิดที่มีโทษทางปกครอง (มาตรา 57) แทนที่จะเป็นความผิดฐานใช้อำนาจเหนือตลาดซึ่งมีโทษทางอาญา (มาตรา 50)
- คำวินิจฉัยระบุว่าไม่สามารถหาตัวบุคคลผู้กระทำความผิดในนามนิติบุคคลได้ ทำให้เกิดคำถามถึงหลักเกณฑ์การพิจารณาความรับผิดของกรรมการหรือผู้บริหาร
- คำตัดสินนี้อาจส่งผลกระทบต่อการบังคับใช้กฎหมายในคดีอื่น และอาจกลายเป็นบรรทัดฐานที่ทำให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ไม่เกรงกลัวต่อโทษทางปกครอง
รายงานข่าวจาก คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ระบุว่า กขค.มีคำวินิจฉัยกรณี Shopee นำร้านค้าที่ได้รับคัดเลือกร่วมโปรแกรม “Free Shipping Special” และ “10% Coins Cashback” อัตโนมัติ โดยไม่แจ้งหรือสอบถามความสมัครใจ และร้านค้าอาจมีภาระค่าธรรมเนียมเพิ่มหลังจบช่วงทดลอง
โดย กขค.สั่งปรับบริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นเงิน 3.47 ล้านบาทกรณีนำร้านค้าเข้าร่วมโปรโมชันส่งเสริมการขายโดยไม่ได้รับความยินยอมล่วงหน้า เข้าข่ายการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 57 (2) โดยกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างเดือน มิ.ย.2563 ถึง ส.ค.2564
ดร.วิษณุ วงศ์สินศิริกุล อดีตกรรมการและอดีตเลขาธิการ กขค.ตั้งข้อสังเกตต่อประเด็นดังกล่าวว่า มีประเด็นสำคัญต้องพิจารณา 2 เรื่อง ได้แก่
1.การจำแนกความผิดระหว่างผู้มีอำนาจเหนือตลาดกับผู้มีอำนาจตลาด
2.การกำหนดความรับผิดของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของนิติบุคคล ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวทางบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าในอนาคต
จากตัวเลขที่ปรากฏในคำวินิจฉัยของ กขค.มีข้อให้ตั้งคำถามว่าข้อมูลดังกล่าวเข้าเกณฑ์ผู้มีอำนาจเหนือตลาดหรือไม่ เนื่องจากหากเป็นความผิดตามมาตรา 50 แห่ง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 จะเกี่ยวข้องกับบทลงโทษทางอาญา ขณะที่มาตรา 57 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการกระทำอันเป็นผลให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ประกอบธุรกิจรายอื่น และมีโทษทางปกครอง
ความแตกต่างโทษอาญา-ปกครอง
สำหรับความแตกต่างระหว่างโทษทางอาญากับโทษทางปกครองมีนัยสำคัญต่อผู้ประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่และแพลตฟอร์มระดับโลก เนื่องจากการมีประวัติทางอาญาอาจส่งผลกระทบต่อบุคคลและนิติบุคคลในหลายด้าน
จึงตั้งคำถามว่า เหตุใดคำวินิจฉัยดังกล่าวจึงนำไปสู่การลงโทษทางปกครอง แทนที่จะเป็นการพิจารณาความผิดตามมาตรา 50 หากข้อเท็จจริงเข้าองค์ประกอบความผิดฐานใช้อำนาจเหนือตลาดโดยมิชอบ
ดร.วิษณุ กล่าวว่า กฎหมายการแข่งขันทางการค้ามีบทบัญญัติเกี่ยวกับความรับผิดของบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของนิติบุคคล แต่คำวินิจฉัยกรณีนี้ระบุว่าไม่สามารถหาตัวผู้กระทำความผิดได้ จึงตั้งคำถามถึงเหตุผลและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาความรับผิดดังกล่าว เนื่องจากนิติบุคคลไม่สามารถลงมือกระทำการได้ด้วยตนเองโดยปราศจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง
ห่วงกระทบบังคับใช้กฎหมายคดีอื่น
ประเด็นนี้อาจส่งผลต่อการบังคับใช้กฎหมายในคดีอื่น ๆ โดยเฉพาะการพิจารณาความรับผิดของกรรมการ ผู้บริหาร หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ หากไม่สามารถระบุตัวผู้กระทำความผิดได้อย่างชัดเจน อาจทำให้เกิดคำถามถึงแนวทางการดำเนินคดีในอนาคต
หากการกระทำความผิดถูกกำหนดให้มีโทษทางปกครอง ผู้ประกอบธุรกิจที่ถูกลงโทษสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลปกครองได้ ซึ่งกระบวนการพิจารณาคดีอาจใช้เวลานาน ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อยหรือร้านค้าที่ได้รับความเสียหายต้องเผชิญกับปัญหาต่อเนื่องระหว่างรอผลคดี
แม้การมีคำสั่งปรับจะทำให้สังคมคาดหวังว่าการบังคับใช้กฎหมายจะช่วยยับยั้งการกระทำผิด แต่ หากผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่เห็นว่าความเสี่ยงส่วนใหญ่อยู่ในกรอบโทษทางปกครอง และสามารถต่อสู้คดีผ่านกระบวนการศาลได้ ก็อาจทำให้ประสิทธิภาพในการยับยั้งการกระทำผิดลดลง
ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและผลการพิจารณาในแต่ละคดี
บรรทัดฐานใหม่ผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่
นอกจากนี้ หากแนวทางดังกล่าวเป็นบรรทัดฐานอาจส่งผลต่อการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่ในอุตสาหกรรมอื่นด้วย โดยเฉพาะกรณีที่มีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการใช้อำนาจเหนือตลาดหรือการดำเนินธุรกิจที่อาจสร้างความเสียหายแก่คู่ค้า
ดร.วิษณุ กล่าวว่า ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์มไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเด็นเดียว แต่ยังมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับเงื่อนไขการขนส่งสินค้า การบังคับเข้าร่วมโปรโมชั่น ตลอดจนกรณีที่มีการคืนเงินให้ลูกค้าแต่เกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการคืนเงินให้แก่ผู้ผลิตหรือร้านค้า ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเป็นรายกรณี
สำหรับกรณี Shopee ยังยืนยันไม่ได้ว่าบริษัทจะเลือกดำเนินการอย่างไรต่อคำวินิจฉัย รวมถึงประเด็นการชำระค่าปรับหรือการใช้สิทธิทางกฎหมาย หากผู้ประกอบการยอมรับโทษทางปกครองและไม่โต้แย้งคำวินิจฉัยอาจเกิดคำถามต่อเนื่องเกี่ยวกับแนวทางการต่อสู้คดีในกรณีอื่น
ส่วนกระแสข่าวเกี่ยวกับการตั้งคณะทำงานหรือคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาเรื่องการลงโทษบุคคลธรรมดาเพิ่มเติมนั้น ดร.วิษณุ ระบุว่า ยังไม่สามารถยืนยันข้อมูลได้ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าหากพิจารณาลงโทษเพิ่มเติมภายหลังคำวินิจฉัยเดิมออกมาแล้วต้องชี้แจงให้ชัดเจนถึงฐานอำนาจตามกฎหมายและขั้นตอนดำเนินการ เพื่อไม่ให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความแน่นอนของคำวินิจฉัย
3 ข้อเสนอต่อบอร์ดแข่งขันการค้า
ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ กขค.ควรชี้แจงมี 3 ข้อ ได้แก่
1.เหตุใดจึงพิจารณาใช้มาตรา 57 ซึ่งมีโทษทางปกครอง แทนมาตรา 50 ซึ่งเกี่ยวข้องกับความผิดฐานใช้อำนาจเหนือตลาดโดยมิชอบและมีโทษทางอาญา หากข้อเท็จจริงเข้าองค์ประกอบตามกฎหมาย
2.เหตุใดจึงไม่สามารถระบุตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของนิติบุคคลได้และใช้หลักเกณฑ์ใดพิจารณาความรับผิดของผู้เกี่ยวข้อง
3.จากนี้ไป กขค.จะกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่ากรณีใดควรใช้มาตรา 50 หรือมาตรา 57 อย่างไร เพื่อให้ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกัน
คำวินิจฉัยกรณีนี้ควรได้รับการอธิบายอย่างชัดเจน เนื่องจากอาจมีผลต่อความเชื่อมั่นในการบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า และเป็นแนวทางสำคัญในการกำกับดูแลพฤติกรรมของผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่ในระยะยาว





