“ศุภจี” สั่ง กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เกาะติดสถานการณ์ยุโรป ประเมินความเสี่ยงการค้า–ส่งออกไทย ชี้ หากยืดเยื้อ ขยายวงกว้าง กระทบกำลังซื้อ-โลจิสติกส์ เตรียมพร้อมรับมือ พร้อมให้ข้อมูลคำแนะนำผู้ส่งออก
KEY POINTS
- กระทรวงพาณิชย์สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์การประท้วงใน 6 ประเทศยุโรปอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการค้าและการส่งออกของไทย
- ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ได้แก่ กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง และการขนส่งโลจิสติกส์หยุดชะงัก ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้นและส่งมอบสินค้าล่าช้า
- กระทรวงฯ แนะผู้ส่งออกเตรียมแผนรับมือ เช่น กระจายความเสี่ยงไปตลาดอื่น หาเส้นทางขนส่งสำรอง และบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินยูโรที่อ่อนค่าลง
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ติดตามสถานการณ์การชุมนุมและความไม่สงบในยุโรปอย่างใกล้ชิด และเร่งประเมินความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อการค้าและการส่งออกไทย เพื่อให้ข้อมูลและคำแนะนำแก่ผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง
โดยเน้นการประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าและเตรียมแนวทางรับมือให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนธุรกิจและปรับตัวได้อย่างทันท่วงที
รายงานสถานการณ์ล่าสุดระบุว่า มีการชุมนุมใน 6 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส อิตาลี โปรตุเกส แอลเบเนีย สเปน และเบลเยียม โดยมีประเด็นเรียกร้องแตกต่างกัน ทั้งค่าครองชีพ ค่าจ้าง และปัญหาที่อยู่อาศัย ขณะที่บางพื้นที่มีรายงานการปะทะและเหตุการณ์กระทบต่อความปลอดภัย
ขณะเดียวกัน ยังต้องติดตามความเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงานที่อาจส่งผลต่อการให้บริการขนส่งและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป โดยให้ความสำคัญกับการประเมินสถานการณ์เป็นรายพื้นที่ เพื่อแยกแยะความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อการค้าและการขนส่งของไทยอย่างตรงจุด
นางศุภจี กล่าวว่า สำหรับผลกระทบต่อการส่งออกไทย หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือขยายวงกว้าง อาจกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ความต้องการสินค้าในบางกลุ่ม และการขนส่งโลจิสติกส์ ซึ่งอาจทำให้ระยะเวลาส่งมอบสินค้าเพิ่มขึ้นและต้นทุนดำเนินธุรกิจสูงขึ้น
โดยเฉพาะกรณีที่การชุมนุมหรือการหยุดงานส่งผลต่อบริการขนส่งทางอากาศ ทางบก และการกระจายสินค้าในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงยังขึ้นอยู่กับความรุนแรงและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยกระทรวงพาณิชย์จะติดตามข้อมูลจาก สคต. และผู้เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินทางเลือกในการบริหารความเสี่ยง เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการรักษาความต่อเนื่องทางการค้าและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์
กระทรวงพาณิชย์ขอให้ผู้ส่งออกติดตามสถานการณ์ในประเทศคู่ค้า พร้อมตรวจสอบสถานะการขนส่งและกำหนดส่งมอบสินค้ากับคู่ค้าและผู้ให้บริการโดยตรง หากเส้นทางขนส่งมีแนวโน้มได้รับผลกระทบ ควรหารือกับคู่ค้าเพื่อปรับกำหนดส่งมอบตามความจำเป็น และเตรียมแผนสำรองสำหรับสินค้าที่มีอายุการเก็บรักษาสั้นหรือมีข้อจำกัดด้านเวลา
นอกจากนี้ อาจพิจารณากระจายความเสี่ยงสู่ตลาดอื่น ลดสัดส่วนการพึ่งพาตลาดยุโรปชั่วคราว และหันไปเร่งเจาะตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียน เอเชียใต้หรือตะวันออกกลาง การขยายความคุ้มครองเสริมของประกันภัยขนส่งสินค้า ให้ครอบคลุมภัยจลาจลและการเจตนาทำลายทรัพย์สิน ปรับสัดส่วนการถือครองเงินสกุลยูโร หรือทำสัญญาล่วงหน้า เนื่องจากค่าเงินยูโรมีแนวโน้มอ่อนค่าลง
รวมถึงประเมินเส้นทาง โดยอาจเปลี่ยนท่าเรือหลัก โดยหลีกเลี่ยงท่าเรือในฝรั่งเศสและยุโรปตะวันตก เลี่ยงไปใช้เส้นทางยุโรปเหนือหรือยุโรปใต้แล้วเชื่อมต่อด้วยระบบราง ตลอดจนโยกย้ายการจัดเก็บคลังสินค้าคงคลังจากพื้นที่เสี่ยง ไปฝากไว้ในประเทศที่มีความปลอดภัยสูงกว่า
ทั้งนี้ ในช่วงเดือนม.ค.–ส.ค. 2569 การค้าระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปมีมูลค่ารวม 34,692.72 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 17.13 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นการส่งออกของไทยมูลค่า 21,062.04 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 21.89 % และการนำเข้า 13,630.68 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 10.45 %
โดยไทยได้ดุลการค้า 7,431.36 ล้านดอลลาร์ สะท้อนถึงความสำคัญของตลาดสหภาพยุโรปที่กระทรวงพาณิชย์ต้องติดตามความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการรักษาโอกาสทางการค้าและขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยในตลาดสำคัญ





