ข้อมูลจากกระทรวงพลังงาน ระบุว่าราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 37.19 บาทต่อลิตร และเบนซินอยู่ที่ 35.69 บาทต่อลิตร( ณ วันที่ 19 ต.ค. 2569) สะท้อนผลของสถานการณ์ด้านพลังงานยังไม่น่าไว้วางใจเมื่อพื้นที่ตะวันออกกลางยังคงร้อนระอุจากผลความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ขยายวงกว้างขึ้น ไม่เพียงในแง่คู่ขัดแย้งในพื้นที่ แต่ยังขยายวงกว้างไปถึง “เงินเฟ้อ” ในอีกซีกโลกหนึ่งอย่างสหรัฐ นำไปสู่ความตึงเครียดด้านราคาและซัปพลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “น้ำมันดีเซล”
สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ได้เผยแพร่ผลการประชุมคณะกรรมการบริหารของ IEA หรือ IEA Governing Board เมื่อ 15 ต.ค. 2569 ที่หารือถึงความมั่นคงทางพลังงานระหว่างประเทศว่า จากการประเมินสถานการณ์ล่าสุดโดยสำนักเลขาธิการ IEA พบตลาดน้ำมันยังคงอยู่ในภาวะตึงตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันดีเซล
ปัจจุบันของประเทศสมาชิก IEA คณะกรรมการบริหารได้มีมติดังนี้ คือ รับทราบว่ามีการระบายน้ำมันออกสู่ตลาดไปแล้วประมาณ 330 ล้านบาร์เรล และตกลงที่จะดำเนินการทุกขั้นตอนที่จำเป็นเพื่อให้การระบายน้ำมันส่วนที่เหลืออีกประมาณ 100 ล้านบาร์เรลเสร็จสิ้นโดยเร็ว ตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ของแต่ละประเทศ
IEA เร่งสมาชิกปล่อยดีเซลสกัดราคาพุ่ง
รับทราบว่าประเทศสมาชิก IEA บางประเทศได้ระบายน้ำมันในปริมาณที่สูงกว่าที่เคยให้คำมั่นไว้ ในขณะที่สมาชิกประเทศอื่นๆ ก็มีความตั้งใจที่จะดำเนินการในลักษณะเดียวกัน ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันรวมที่จะถูกระบายออกสู่ตลาดมีจำนวนมากกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ที่ 400 ล้านบาร์เรล
“ดังนั้นจึงตกลงที่จะเร่งการระบายน้ำมันในส่วนที่เหลือ โดยมีการวางแผนงานที่ชัดเจนไว้แล้ว ซึ่งรวมถึงการระบายน้ำมันดีเซลกว่า 20 ล้านบาร์เรลโดยเร็วที่สุด”
ความกดดันด้านราคาน้ำมัน ส่งผลให้ความพยายามเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน กลับขึ้นมาอยู่บนโต๊ะทำงานอีกครั้งในหลายประเทศ ข้อมูลนี้ยืนยันได้จากรายงานแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานโลกปี 2026: เส้นทางสู่เป้าหมาย 1.5°C หรือ World Energy Transition Outlook 2026 : 1.5°C Pathway จัดทำโดยทบวงการพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ หรือ International Renewable Energy Agency : IRENA ระบุว่าการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของโลกได้ก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ที่เป็นจุดตัดสินสำคัญ การนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ยังคงสร้างสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง ต้นทุนทางเทคโนโลยีลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และการเปลี่ยนไปใช้พลังงานไฟฟ้า (Electrification) กำลังคืบหน้าไปในภาคส่วนต่างๆ ทั้งการขนส่ง อาคาร และภาคอุตสาหกรรม
เทคโนโลยีราคาถูกลง-ประสิทธิภาพเพิ่มหนุนเปลี่ยนผ่านพลังงาน
อย่างไรก็ตาม รายงาน World Energy Transition Outlook 2026 ระบุว่าความก้าวหน้าดังกล่าวยังคงช้าเกินไปและมีความไม่เท่าเทียมกัน ความท้าทายสำคัญในขณะนี้คือการเร่งการนำไปปฏิบัติจริง ไม่ว่าจะเป็นการขยายสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน การเปลี่ยนไปใช้พลังงานไฟฟ้า การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และความยืดหยุ่นของระบบพลังงาน ควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคงทางพลังงาน การทำให้พลังงานมีราคาที่เข้าถึงได้ และการได้รับการยอมรับจากสาธารณชน
ภายใต้สถานการณ์จำลองเพื่อจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ตาม 1.5°C Scenario ที่ปรับปรุงใหม่โดย IRENA สัดส่วนของพลังงานไฟฟ้าในการบริโภคพลังงานขั้นสุดท้ายทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 23% ในปัจจุบัน เป็น 35% ภายในปี 2578 และมากกว่า 50% ภายในปี 2593 โดยได้รับการสนับสนุนจากกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนที่คาดว่าจะสูงถึงประมาณ 18.4 เทราวัตต์ (TW) ภายในปี 2035 และ 38.2 เทราวัตต์ (TW) ภายในปี 2593
ทั้งนี้ ภายในปี 2593 พลังงานไฟฟ้าจะมีสัดส่วนประมาณ 77% ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายในภาคอาคาร 47% ในภาคการขนส่ง และ 42% ในภาคอุตสาหกรรม โดยมีพลังงานชีวภาพที่ยั่งยืน ไฮโดรเจนจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน และเชื้อเพลิงยั่งยืนอื่นๆ เข้ามาเสริมการใช้พลังงานไฟฟ้าโดยตรง
โดยแต่ละภูมิภาคมีการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่แตกต่างกัน โดยภายในปี 2593 พลังงานไฟฟ้าจะมีสัดส่วนประมาณ 64% ของการบริโภคพลังงานขั้นสุดท้ายในสหภาพยุโรป ประมาณ 53% ในภูมิภาคอาเซียน และเกือบ 50% ทั้งในทวีปแอฟริกา รวมถึงภูมิภาคละตินอเมริกาและแคริบเบียน
อย่างไรก็ตาม เส้นทางเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียส อาจเพิ่มจีดีพีเฉลี่ยทั่วโลกได้ประมาณ 1.1% เมื่อเทียบกับแผนปัจจุบัน สร้างผลประโยชน์สะสมประมาณ 47 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2050 แต่ความสามารถในการจ่าย การคุ้มครองทางสังคม ทักษะ และการเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ อย่างเท่าเทียมกัน แต่ต้องดำเนินการตั้งแต่เริ่มต้น ต้องมีการวางแผนระดับชาติและระดับภูมิภาคแบบบูรณาการ
ไทยเร่งแผนPDPลุยเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า นโยบายพลังงานของไทยที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน ราคาพลังงานที่เหมาะสม และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยไทยอยู่ระหว่างจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (Power Development Plan: PDP) เพื่อรองรับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) พร้อมผลักดันการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเร็วๆ นี้ นายเอกนัฏ หารือกับ นายโรลองด์ เลสครูว์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การคลัง และอธิปไตยทางอุตสาหกรรม พลังงานและดิจิทัลแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ร่วมลงนามในปฏิญญาแสดงเจตจำนงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Declaration of Intent on Energy Transition Partnership: DoI) ระหว่างกระทรวงพลังงานแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงเศรษฐกิจ การคลัง และอธิปไตยทางอุตสาหกรรม พลังงานและดิจิทัลแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส
ฝรั่งเศสหนุนไทยเทคโนโลยี SMR-ซื้อขายไฟฟ้าข้ามแดน
การลงนามครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ด้านพลังงานระหว่างไทยกับฝรั่งเศส โดยมุ่งเน้นส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพลังงานสะอาด การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการค้าการลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างยั่งยืน
ภายหลังพิธีลงนาม รัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายได้หารือทวิภาคีเกี่ยวกับแนวทางการขับเคลื่อนความร่วมมือภายใต้ปฏิญญาฯ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้ความสำคัญกับความร่วมมือด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) ซึ่งฝ่ายฝรั่งเศสแสดงความพร้อมในการสนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาบุคลากร และการเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยและการกำกับดูแล พร้อมทั้งมีแผนส่งคณะผู้เชี่ยวชาญจากฝรั่งเศสเดินทางมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยในช่วงปลายปี 2569
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงโอกาสความร่วมมือด้านเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) พลังงานน้ำและระบบกักเก็บพลังงาน โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ตลอดจนการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid: APG) และโครงการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดนระหว่าง สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ (LTMS-PIP)





