วันเสาร์ ที่ 24 ตุลาคม 2569

Login
Login

กฎหมายรอง‘พรบ.ตั๋วร่วม’ล่าช้า ปมค่าโดยสาร-โครงสร้างรายได้

หลังจากที่ไทยมี พระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 ที่มีสาระสำคัญเป็นการกำกับดูแลการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมในระบบขนส่งสาธารณะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเป็นมาตรฐานเดียวกันและบูรณาการให้เกิดอัตราค่าโดยสารร่วมนั้น ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ 23 มิ.ย.2569

ที่มีมติรับทราบการปรับโครงสร้างรถไฟฟ้าแบบองค์รวมให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าแบบองค์รวมเพียงรายเดียวจาก 3 หน่วยงาน คือ การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) รฟม.และ กทม. และยังให้เปลี่ยนรูปแบบสัญญาเป็นแบบ PPP Gross Cost หรือสัญญาจ้างเดินรถ รวมทั้งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องในการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว สายสีทอง และสายสีแดง ตามมติคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2568 และมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน (มาตรการอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน)นั้น

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อ วันที่ 20 ต.ค. 2569 ที่ประชุมรับทราบเหตุผลความจำเป็นที่ไม่สามารถออกกฎหมายลำดับรองให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดตามพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ 

สำหรับการออกกฎกระทรวง ประกาศ และระเบียบตามพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 ที่กระทรวงคมนาคมเสนอเป็นการดำเนินการตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้ดำเนินการออกกฎกระทรวง ประกาศ และระเบียบตาม

พระราชบัญญัตินี้ให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หากไม่สามารถดำเนินการได้ ให้รัฐมนตรีรายงานเหตุผลที่ไม่อาจดำเนินการได้ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ เนื่องจาก ตามแผนเดิมต้องดำเนินการออกกฎหมายลำดับรองให้เสร็จภายในวันที่ 25 มิ.ย. 2569  แต่มีคำแนะนำของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย เรื่อง การรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องประกอบการจัดทำร่างกฎหมาย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 กำหนดให้เพิ่มระยะเวลาในการรับฟังความคิดเห็นร่างกฎหมาย ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ จากเดิมไม่น้อยกว่า 15 วัน เป็นไม่น้อยกว่า 30 วัน รวมทั้งกำหนดให้หน่วยงานรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่ในชั้นเสนอหลักการหรือประเด็นสำคัญของร่างกฎหมาย และการรับฟังความคิดเห็นภายหลังจากที่มีร่างกฎหมายแล้ว เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 

“จึงส่งผลให้แผนการดำเนินงานออกกฎหมายลำดับรองตามความในพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 เกิดความล่าช้า นอกจากนี้ร่างกฎหมายลำดับรองตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมีเนื้อหาที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบการจัดเก็บค่าโดยสารและโครงสร้างรายได้ของผู้ให้บริการระบบขนส่งทุกภาคส่วน”

ทั้งนี้  กระทรวงคมนาคม จึงจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาเพิ่มเติมในการประชุมหารือร่วมกับผู้ให้บริการระบบขนส่งที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการรับฟังความคิดเห็นเชิงเทคนิคและข้อจำกัดในทางปฏิบัติ เพื่อนำมาพิจารณาปรับปรุงเนื้อหาของร่างกฎหมายลำดับรอง

ดังกล่าวให้สามารถนำไปสู่การปฏิบัติและสามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป จึงจำเป็นต้องรายงานเหตุผลที่ไม่อาจดำเนินการได้ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ 

ดังนั้น กระทรวงคมนาคม ได้ดำเนินการจัดทำร่างกฎหมายลำดับรองออกตามความในพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 เสร็จแล้วรวม 20 ฉบับ โดยคาดว่าจะสามารถดำเนินการออกกฎหมายลำดับรองแล้วเสร็จครบทั้ง 20 ฉบับ ภายในปี 2569

สำหรับประโยชน์ของการออกกฎหมายลำดับรองดังกล่าว ทั้งการออกกฎกระทรวง ประกาศ และระเบียบตามพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 นั้นเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินงานระบบตั๋วร่วมในเชิงระบบ สนับสนุนการดำเนินการระบบตั๋วร่วม และการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเกิดประโยชน์สำคัญต่อประชาชนและยกระดับการให้บริการระบบขนส่งสาธารณะของประเทศได้แก่  การลดภาระค่าครองชีพประชาชน การกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วมโดยยกเว้นค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนระหว่างผู้ให้บริการ จะส่งผลให้ค่าบริการโดยรวมลดลงอย่างเป็นรูปธรรม

การอำนวยความสะดวกและความรวดเร็วในการเดินทาง ประชาชนสามารถใช้บัตรหรือสื่อการชำระเงินเพียงใบเดียวเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน รถโดยสารประจำทาง และเรือโดยสารได้อย่างไร้รอยต่อ , การบรรเทาปัญหาจราจรและมลพิษ ระบบตั๋วร่วมจะช่วยสนับสนุนให้ประชาชนเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางจากขนส่งส่วนบุคคลเป็นการเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการจราจรและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม , การบูรณาการมาตรฐานทางเทคโนโลยี ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันและบูรณาการให้เกิดอัตราค่าโดยสารร่วม

การเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลของภาครัฐ โดยช่วยให้ภาครัฐมีเครื่องมือทางกฎหมายในการกำกับดูแลการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ควบคุมคุณภาพการบริการการจัดสรรรายได้ระหว่างผู้ประกอบการ และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้านสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้เสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแล้ว โดยเห็นว่า คณะรัฐมนตรีสามารถพิจารณาให้ความเห็นชอบเรื่องดังกล่าวได้ และมีข้อสังเกตว่า กระทรวงคมนาคม (สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร) ควรเร่งรัดการดำเนินการออกกฎกระทรวง ประกาศ และระเบียบ ตามพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 เพื่อให้การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมในระบบขนส่งสาธารณะของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่กระทบกระเทือนถึงสภาพบังคับทางกฎหมาย ของบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การพัฒนาระบบตั๋วร่วมมิใช่เพียงการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดเก็บค่าโดยสาร แต่เป็นการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการขนส่งสาธารณะโดยใช้หลักวิชาการและเทคโนโลยีมาขับเคลื่อนโดยมีเป้าหมายเพื่อลดค่าครองชีพให้กับประชาชนจึงขอให้ทุกหน่วยงานดำเนินงานเชิงรุกอย่างบูรณาการ เพื่อให้ระบบตั๋วร่วมสามารถรองรับการเดินทางของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว เสมอภาค

ความคืบหน้าล่าสุด การประชุมคณะกรรมการนโยบายระบบ ตั๋วร่วม (คนต.) ครั้งที่ 4/2569 เพื่อติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อนระบบตั๋วร่วมภายใต้พระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 ที่ประชุม คนต. ได้รับทราบความคืบหน้าการขับเคลื่อนศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (CCH) ซึ่งได้มีมติเห็นชอบให้บริษัทธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน) เป็นผู้ประกอบกิจการในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลโดย และมาตรการกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน อัตราค่าแรกเข้าสูงสุดไม่เกิน 17 บาท และอัตราค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว

กฎหมายรอง‘พรบ.ตั๋วร่วม’ล่าช้า  ปมค่าโดยสาร-โครงสร้างรายได้