วันศุกร์ ที่ 23 ตุลาคม 2569

Login
Login

กรมชลฯ รับมือฝนตกหนัก 10 จว.ใต้ ลุยติดตั้งเครื่องสูบน้ำจุดเสี่ยง

กรมชลประทาน สั่งเฝ้าระวังพื้นที่เขตเมืองและเศรษฐกิจ 10 จังหวัดภาคใต้ รับมือฝนตกหนัก 24–26 ต.ค.นี้ ระดมติดตั้งเครื่องสูบน้ำ-ขุดลอกคลอง ร.1 หาดใหญ่ พร้อมระบายน้ำ

KEY POINTS

  • กรมชลประทานเตรียมรับมือสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคใต้ ตามประกาศเตือนของ สทนช. ระหว่างวันที่ 24-26 ตุลาคม
  • เร่งระดมและติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย โดยเฉพาะเขตเมืองและศูนย์กลางเศรษฐกิจ
  • มีการขุดลอกลำน้ำสายหลักและกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำให้ดียิ่งขึ้น
  • คลองระบายน้ำ ร.1 ที่หาดใหญ่ ได้รับการปรับปรุงให้สามารถรองรับการระบายน้ำได้สูงสุดถึง 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

กรมชลประทาน เดินหน้ามาตรการรับมือฝนตกหนัก ในพื้นที่ภาคใต้ หลัง สทนช. ออกประกาศเตือนฝนตกหนักถึงหนักมาก เร่งระดมเครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ และเครื่องผลักดันน้ำประจำจุดเสี่ยง พร้อมขุดลอกลำน้ำสายหลักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ปกป้องพื้นที่เขตเมืองและศูนย์กลางเศรษฐกิจอย่างเข้มงวด

กรมชลฯ รับมือฝนตกหนัก 10 จว.ใต้ ลุยติดตั้งเครื่องสูบน้ำจุดเสี่ยง

นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงการเตรียมรับมือสถานการณ์อุทกภัย หลังสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ออกประกาศแจ้งเตือนเฝ้าระวังฝนตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 24 ถึง 26 ตุลาคมนี้ว่า

กรมชลประทานได้สั่งการให้เฝ้าระวังและติดตามพื้นที่เขตเมืองหลักและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญที่มีความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด อาทิ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, จังหวัดเพชรบุรี, จังหวัดนครศรีธรรมราช, อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เป็นต้น

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้เตรียมความพร้อมในการเฝ้าระวัง โดยดำเนินการติดตั้งสถานีสูบน้ำ เครื่องสูบน้ำ และเครื่องผลักดันน้ำในจุดเสี่ยงทุกจุดแล้ว พร้อมทั้งบูรณาการร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จัดเก็บสิ่งกีดขวางทางน้ำออกจากระบบเพื่อป้องกันผลกระทบต่อประสิทธิภาพการระบายน้ำ

ทั้งนี้ สำหรับความพร้อมในการบริหารจัดการน้ำและปรับปรุงโครงสร้างด้านชลประทานในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยเฉพาะคลองระบายน้ำ ร.1 ซึ่งได้รับงบประมาณจากรัฐบาลเพื่อเร่งดำเนินการฟื้นฟูนั้น อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า แม้ในขณะนี้งานปรับปรุงพื้นผิวลาดยางจะยังไม่แล้วเสร็จ แต่ในด้านการปรับปรุงซ่อมแซมและขุดลอกได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว โดยมีศักยภาพรองรับอัตราการระบายน้ำได้สูงสุดถึง 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งคาดว่าเพียงพอรองรับปริมาณฝนที่จะตกเพิ่ม และมวลน้ำที่ไหลบ่ามาจากพื้นที่ตอนบนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กรมชลฯ รับมือฝนตกหนัก 10 จว.ใต้ ลุยติดตั้งเครื่องสูบน้ำจุดเสี่ยง

การเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบและการเร่งฟื้นฟูโครงสร้างชลประทานสำคัญ โดยเฉพาะคลองระบายน้ำ ร.1 หาดใหญ่ ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งกรมชลประทานพร้อมเฝ้าระวังและบริหารจัดการน้ำตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อลดผลกระทบจากภาวะฝนตกหนักในครั้งนี้ให้ได้มากที่สุด

ด้านนายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำท่าจีน ณ จังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดนครปฐม ร่วมกับกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมประชุมหารือเพื่อประเมินสถานการณ์น้ำและติดตามแผนการบริหารจัดการน้ำตลอดลำน้ำท่าจีน

โดยเฉพาะการควบคุมระดับน้ำและเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำที่มีน้ำท่วมขัง รวมถึงพิจารณาแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ตอนบนและตอนล่างอย่างเป็นระบบ

กรมชลฯ รับมือฝนตกหนัก 10 จว.ใต้ ลุยติดตั้งเครื่องสูบน้ำจุดเสี่ยง กรมชลฯ รับมือฝนตกหนัก 10 จว.ใต้ ลุยติดตั้งเครื่องสูบน้ำจุดเสี่ยง

โดยที่ประชุมได้ติดตามภาพรวมสถานการณ์น้ำ ระดับน้ำในแม่น้ำและคลองสาขา ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่พื้นที่ลุ่มต่ำ ตลอดจนข้อจำกัดและอุปสรรคในการระบายน้ำ โดยเฉพาะบริเวณประตูระบายน้ำสำคัญและพื้นที่ที่มีน้ำล้นตลิ่ง พร้อมหารือแนวทางบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกันทั้งระบบ ตั้งแต่การควบคุมระดับน้ำ การปรับแผนระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำและคลองสาขา ไปจนถึงการเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ท่วมขัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำเพิ่มเติม 

จากนั้น คณะได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในจุดสำคัญ ได้แก่ ประตูระบายน้ำโพธิ์พระยา อำเภอเมืองสุพรรณบุรี, ประตูระบายน้ำบางสาม อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี รวมถึงบริเวณสะพานวัดบางไผ่นารถ และตลาดน้ำวัดลำพญา อำเภอบางเลน และตลาดท่านา อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เพื่อตรวจสอบระดับน้ำ สภาพการไหลของน้ำ และข้อจำกัดในการระบายน้ำในแต่ละพื้นที่ พร้อมรับฟังข้อมูลจากกรมชลประทานและหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์จริง

ในการนี้ รองเลขาธิการ สทนช. ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งบูรณาการการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ โดยติดตามระดับน้ำเหนือและท้ายประตูระบายน้ำอย่างใกล้ชิด ควบคุมและปรับการระบายน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำในแม่น้ำและคลองสาขา พร้อมเร่งใช้เครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านการระบายน้ำ เพื่อเร่งลดระดับน้ำและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมขังให้เร็วที่สุด ควบคู่กับการประสานจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงและแจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ สทนช. จะติดตามและประสานการบริหารจัดการน้ำร่วมกับทุกหน่วยงานอย่างใกล้ชิด โดยมุ่งเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ได้รับผลกระทบ ลดระยะเวลาน้ำท่วมขัง และป้องกันไม่ให้สถานการณ์ขยายวงกว้าง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและลดผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนให้มากที่สุด