กรมชลฯ ปรับลดระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา หลังน้ำตอนบนลดลง ช่วยบรรเทาท่วมปริมณฑล คลองรังสิตเริ่มคลี่คลาย พร้อมสั่งภาคใต้ตั้งรับฝนระลอกใหม่
กรมชลประทาน ติดตามสถานการณ์น้ำทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด เผยปริมาณน้ำลุ่มเจ้าพระยามีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง เตรียมทยอยลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบพื้นที่ตอนล่าง ด้านภาคตะวันออกและปริมณฑลเริ่มคลี่คลาย แต่ยังคงเดินหน้าเร่งระบายน้ำและฟื้นฟูคุณภาพน้ำ ขณะที่ภาคใต้ฝนเริ่มเพิ่มขึ้น กำชับทุกพื้นที่เตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ และระบบระบายน้ำพร้อมรับมือทันท่วงที
กรมชลประทาน ประชุมด่วน วางแนวทางบริหารจัดการน้ำทั่วประเทศ
นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาวิกฤติอุทกภัย เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและวางแผนบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ที่ยังได้รับผลกระทบ โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ สำนักงานชลประทานที่ 11 อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี พร้อมเชื่อมโยงสัญญาณผ่านระบบ Video Conference ไปยังโครงการชลประทานทั่วประเทศ เพื่อประเมินสถานการณ์แบบเรียลไทม์และกำหนดแนวทางระบายน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
การประชุมในครั้งนี้มุ่งเน้นการประเมินปริมาณน้ำสะสมในแม่น้ำสายหลักและอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ เพื่อวางแผนการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสภาพอากาศจริง โดยเฉพาะการลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำ และการเตรียมความพร้อมรับมือกับปริมาณฝนที่อาจเพิ่มขึ้นในบางภูมิภาค
สถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาดีขึ้น เร่งลดการระบายน้ำท้ายเขื่อน
สำหรับภาพรวมสถานการณ์น้ำใน ลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลังจากปริมาณน้ำไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กรมชลประทานสามารถทยอยปรับลดอัตราการระบายน้ำท้าย เขื่อนเจ้าพระยา ได้ตามลำดับ
การปรับลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จะดำเนินการควบคู่ไปกับการบริหารจัดการน้ำผ่านระบบชลประทาน ทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อกระจายน้ำเข้าสู่คลองส่งน้ำและคลองระบายน้ำอย่างเหมาะสม วิธีนี้จะช่วยลดระดับน้ำในแม่น้ำสายหลัก และบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ตอนล่าง เช่น จังหวัดอ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนนทบุรี ให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด
คลองรังสิตฯ - ปริมณฑล สถานการณ์คลี่คลาย เร่งบำบัดน้ำเน่าเสีย
สถานการณ์น้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันออก กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล มีทิศทางดีขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะในเขต คลองรังสิตประยูรศักดิ์ และพื้นที่รับน้ำจากอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ซึ่งพบว่าระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง
นอกจากการระบายน้ำแล้ว กรมชลประทานยังให้ความสำคัญกับ การฟื้นฟูคุณภาพน้ำ ที่เริ่มมีปัญหาน้ำเน่าเสียจากการท่วมขังเป็นเวลานาน โดยได้บูรณาการร่วมกับ กรมพัฒนาที่ดิน นำสารบำบัดน้ำเสียจาก สารเร่งซุปเปอร์ พด.6 มาประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงคุณภาพน้ำ ควบคู่กับการเร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำ เพื่อเพิ่มอัตราการไหลเวียนของน้ำและดึงน้ำเสียออกจากระบบ
การประสานงานระบายน้ำบริเวณคลองหกวาสายล่าง
- การเชื่อมโยงเครือข่าย ประสานงานร่วมกับกรุงเทพมหานครในการรับน้ำจากคลองหกวาสายล่าง (บริเวณรอยต่อจังหวัดปทุมธานีและกรุงเทพมหานคร)
- การพร่องถ่ายน้ำ ระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเป็นระบบและเหมาะสม
- การลดผลกระทบ คำนึงถึงระดับน้ำและผลกระทบต่อชุมชนปลายทางเป็นสำคัญ
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ใน แม่น้ำนครนายก และ แม่น้ำบางปะกง ระดับน้ำมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง กรมชลประทานจึงเร่งส่งเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรเข้าเปิดทางน้ำ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เช่น ผักตบชวาและขยะ รวมถึงขุดลอกตะกอนดินในจุดที่เป็นอุปสรรค เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำทั้งระบบให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
เฝ้าระวังภาคตะวันออกและลุ่มน้ำแม่กลอง รองรับปริมาณฝนสะสม
ในพื้นที่ ภาคตะวันออก กรมชลประทานยังคงติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนและปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำอย่างใกล้ชิด แม้สถานการณ์ในหลายจุดจะเริ่มทรงตัว แต่ยังต้องบริหารจัดการน้ำและเตรียมความพร้อมของระบบระบายน้ำ เพื่อรองรับปริมาณฝนที่อาจตกเพิ่มขึ้นในช่วงนี้
ส่วน ลุ่มน้ำแม่กลอง สถานการณ์น้ำในปัจจุบันยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถบริหารจัดการได้ดี โดยเจ้าหน้าที่ได้ติดตามปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำและควบคุมการระบายน้ำจากเขื่อนในลุ่มน้ำแม่กลองให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อรองรับมวลน้ำที่จะไหลลงมาจากตอนบน และป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชนท้ายน้ำ
เตือนภาคใต้รับมือฝนระลอกใหม่ สั่งเตรียมพร้อมเครื่องสูบน้ำและเจ้าหน้าที่ 24 ชม.
สำหรับพื้นที่ ภาคใต้ เริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูฝน ทำให้มีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นในหลายจังหวัด กรมชลประทานจึงได้ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังอุทกภัยและน้ำท่วมฉับพลันอย่างเข้มงวด
นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน ได้สั่งการเน้นย้ำให้สำนักงานชลประทานในพื้นที่ภาคใต้ เตรียมความพร้อมทั้งด้านเครื่องมือ เครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และทางระบายน้ำ ให้พร้อมใช้งานได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งจัดเจ้าหน้าที่ประจำจุดเสี่ยงน้ำท่วม เพื่อให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์ของประชาชนได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
สรุปแนวทางและมาตรการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน
เพื่อลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน กรมชลประทานได้วางแนวทางปฏิบัติงานหลัก 4 ประการ ดังนี้
- ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เฝ้าระวังปริมาณฝน สภาพอากาศ และระดับน้ำในลำน้ำสายหลักทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมง
- บริหารการระบายน้ำให้สอดคล้องกับความเป็นจริง วางแผนปรับลดหรือเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนอย่างรอบคอบ ไม่เร่งระบายน้ำจนส่งผลกระทบต่อพื้นที่ปลายน้ำ
- เตรียมพร้อมเครื่องมือและกำลังพล ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และเตรียมเครื่องจักรกลหนักไว้ในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้
- ประสานงานและแจ้งเตือนประชาชน บูรณาการร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและจังหวัด เพื่อแจ้งเตือนข้อมูลสถานการณ์น้ำแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่องและแม่นยำ
กรมชลประทานยืนยันว่าจะเดินหน้าบริหารจัดการน้ำอย่างเต็มกำลัง โดยมุ่งหวังให้สถานการณ์น้ำท่วมขังในทุกพื้นที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารสถานการณ์น้ำจากทางราชการอย่างใกล้ชิด





