วันพฤหัสบดี ที่ 22 ตุลาคม 2569

Login
Login

รัฐดึง ‘ระบบประกันภัย’ คุมรายจ่าย ‘คลัง’ เล็งหั่นค่ารักษาขรก.ไม่เกินปีละ 4.5 หมื่นล้าน 

รัฐบาลดึงระบบประกันภัยลดภาระงบประมาณ หลังทำโครงการประกันภัยพิบัติ ‘คลัง’ ชงระบบประกันคุมรักษาพยาบาลข้าราชการ ผลักดันการเชื่อมข้อมูลโรงพยาบาลรัฐ และโรงพยาบาลนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เช่น โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย ทั่วประเทศ ป้องกันการทุจริต ตั้งเป้าลดงบค่ารักษาพยาบาลเหลือ 45,000 ลบ. จาก 70,000 ลบ. “ปลัดคลัง” ยันไทยไม่ซ้ำรอย ฝรั่งเศส กรณีม็อบเดือดหนี้ท่วม! ชี้มีบัฟเฟอร์สูง-ไม่ตัดสวัสดิการที่จำเป็น 

รัฐบาลไทยอยู่ระหว่างปฏิรูประบบงบประมาณใหม่ โดยนอกจากการศึกษาแนวทางการเพิ่มรายได้ ยังมีการลดภาระค่าใช้ การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บงบประมาณควบคู่กันไป

โดยที่ได้เดินหน้าเป็นรูปธรรมแล้วคือระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติที่รัฐบาลใช้งบประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาทในการซื้อประกันภัยพิบัติให้กับประชาชน 30 ล้านครัวเรือน คุ้มครองอุทกภัย วาตะภัย และแผ่นดินไหว รวมวงเงินคุ้มครองกว่า 7.5 หมื่นล้านบาท

ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างผลักดันให้มีการนำระบบประกันมารับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของข้าราชการที่มีการเบิกจ่ายปีละประมาณ 7 หมื่น – 1 แสนล้านบาท เพื่อลดภาระงบประมาณ และควบคุมการเบิกจ่ายไม่ให้ซ้ำซ้อน 

เร่งดึงระบบรักษาพยาบาลข้าราชการเข้าระบบประกัน

แหล่งข่าวกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการศึกษา เพื่อเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการ งบประมาณค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ เนื่องจากที่ผ่านมา ภาครัฐต้องแบกรับภาระงบประมาณในการเบิกจ่ายสวัสดิการฯ สูงถึงกว่า 70,000 - 100,000 ล้านบาทต่อปี 

ทั้งนี้ เบื้องต้นมีแนวคิดในการโอนภาระค่ารักษาพยาบาลเข้าสู่ระบบประกันภัย เช่นเดียวกับที่เคยใช้ในการบริหารจัดการความเสี่ยงประกันภัยพิบัติแห่งชาติ เพื่อช่วยให้รัฐบาลควบคุมวงเงิน และบริหารงบประมาณที่มีจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงงบฯ บานปลาย และช่วยประหยัดได้มาก โดยกระทรวงการคลังตั้งเป้าหมายที่จะลดงบประมาณค่ารักษาพยาบาลเหลือ 45,000 ล้านบาท 

ชี้การเชื่อมโยงข้อมูลรพ.ยังเป็นข้อจำกัด 

อย่างไรก็ดี อุปสรรคและช่องโหว่สำคัญของการควบคุมค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลในปัจจุบัน คือ ขาดการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลอย่างสมบูรณ์ 

เพราะถึงแม้โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขจะมีการจัดเก็บและเชื่อมโยงข้อมูลการรักษา การสั่งจ่ายยา และข้อมูลแพทย์เรียบร้อยแล้ว แต่โรงพยาบาลนอกสังกัด โดยเฉพาะโรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ ยังไม่ได้เข้ามาร่วมในระบบฐานข้อมูลกลาง 

ดังนั้น การที่รัฐไม่สามารถมองเห็นข้อมูลเหล่านี้ได้ ส่งผลให้เกิดปัญหาการทุจริตและการเบิกจ่ายซ้ำซ้อน เช่น ผู้ป่วยบางรายใช้วิธีรับการตรวจและเบิกยาชนิดเดียวกันจากหลายโรงพยาบาลในวันเดียวกัน รวมถึงปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน

“สมมุติข้อมูลมันเชื่อมทุกโรงพยาบาล เราจะเห็นเลยว่าคนนี้ไปโรงพยาบาลนี้ตอนเช้า แล้วก็ไปโรงพยาบาลนั้นตอนบ่าย เวียนเทียนรักษาโรคเดียว 3 โรงพยาบาล ถ้าแก้ปัญหาตรงนี้ได้ คิดว่าจะช่วยประหยัดงบฯ ได้เยอะ”

แหล่งข่าว เน้นย้ำว่า เพื่อเป็นการแก้ปัญหา ในอนาคตจะต้องมีการผลักดันให้โรงพยาบาลภาครัฐทุกสังกัดเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลกลางเดียวกัน เพื่อให้สามารถตรวจสอบประวัติการรักษาและการสั่งจ่ายยาข้ามโรงพยาบาลได้แบบเรียลไทม์ ควบคู่กับการนำระบบประกันภัยเข้ามาบริหารจัดการ 

ในการนี้ จะต้องมีการกำหนดกลไกการตรวจคัดกรองความเสี่ยงล่วงหน้า (Pre-screening) การจ่ายยาตามบัญชียามาตรฐานของกรมบัญชีกลาง และการตรวจสอบการป่วยจริง 

ซึ่งหากสามารถเชื่อมโยงข้อมูลโรงพยาบาลได้ครอบคลุมและใช้ระบบประกันภัยเข้ามาควบคุม จะช่วยขจัดปัญหาการเบิกยาซ้ำซ้อนและการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนช่วยควบคุมภาระทางการคลังของประเทศในระยะยาว

รัฐดึง ‘ระบบประกันภัย’ คุมรายจ่าย ‘คลัง’ เล็งหั่นค่ารักษาขรก.ไม่เกินปีละ 4.5 หมื่นล้าน 

ลดภาระเยียวยาอุทกภัย

สำหรับการเยียวยาน้ำท่วมนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่าปัจจุบัน “กรมธรรม์ “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” ได้เริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยรูปแบบจะเปลี่ยนจากการที่ภาครัฐต้องแบกรับภาระจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วมโดยตรงปีละ 30,000–40,000 ล้านบาท มาเป็นการบริหารงบประมาณผ่านระบบประกันภัยอย่างเป็นระบบ

โดยภาครัฐจะจัดสรรงบประมาณจ่ายเบี้ยประกันภัยรวม 15,500 ล้านบาทต่อปี เพื่อแลกกับวงเงินความคุ้มครองความเสียหายรวมสูงถึง 75,000 ล้านบาทต่อปี

“รัฐบาลจ่ายเยียวยาภัยพิบัติ ปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า 30,000-40,000 ล้านบาท แล้วตามกระบวนการยังต้องอาศัยเอกสารหลักฐานอีก ประชาชนก็เดือดร้อน เลยคิดว่าระบบประกันภัยจะเข้ามาช่วยดูแลตรงนี้แทน เพื่อให้มันเคลมได้เร็วขึ้น ให้ประชาชนก็ได้รับการช่วยเหลือได้เร็ว”

ทั้งนี้ ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ จะให้ความคุ้มครองครัวเรือนทั่วประเทศรวมไม่เกิน 31 ล้านครัวเรือนตามฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของกรมการปกครอง ช่วยให้รัฐบาลสามารถควบคุมภาระงบประมาณแผ่นดินและกระจายความเสี่ยงทางการคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับกลไกการจ่ายเงินสินไหมทดแทนหรือการเคลม ถูกออกแบบให้มีความรวดเร็ว โปร่งใส มีเงื่อนไขสำคัญเริ่มจากที่ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่เกิดเหตุ ต้องออกประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินก่อน

จากนั้นจะใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม (GISTDA) ในการตรวจสอบคราบน้ำท่วมขังจริงหากพบว่ามีน้ำท่วมขังต่อเนื่องเกินกว่า 7 วันขึ้นไป ระบบจะอนุมัติจ่ายเงินชดเชยเบื้องต้นก้อนแรกจำนวน 10,000 บาท ให้แก่ผู้ประสบภัยอย่างรวดเร็วทันทีโดยไม่ต้องรอขั้นตอนเอกสารที่ซับซ้อน

โดยหลังจากนั้น จะมีทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจและประเมินความเสียหายจริงทางกายภาพ เพื่อจ่ายค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมในส่วนที่เหลือได้สูงสุดรวมกันไม่เกิน 90,000 บาทต่อครัวเรือน

ในมิติของการบริหารความเสี่ยง และการรับประกันภัย โครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากกลุ่มบริษัทประกันวินาศภัยภายในประเทศ ร่วมกันรับประกันภัยตามศักยภาพและสภาพคล่อง

โอนความเสี่ยงประกันภัยต่อไปยังต่างประเทศ  

นอกจากนี้ยัง มีการถ่ายโอนความเสี่ยง หรือ Reinsurance ออกไปยังบริษัทประกันภัยต่อในต่างประเทศมากกว่าครึ่งหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ความเสี่ยงสะสมอยู่เฉพาะภายในประเทศ และเป็นการสร้างเสถียรภาพทางการเงินป้องกันปัญหาการขาดสภาพคล่องของบริษัทประกันภัยในระยะยาว

นายลวรณ เน้นย้ำว่า การปรับเปลี่ยนมาใช้ระบบประกันภัยพิบัตินี้จึงไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระทางการคลังในการจ่ายเงินเยียวยาแบบเดิม แต่ยังช่วยให้ประชาชนผู้ประสบภัยได้รับเงินช่วยเหลือเร็วยิ่งขึ้นและเข้าถึงสิทธิการคุ้มครองที่ครอบคลุมและเป็นธรรม

รัฐดึง ‘ระบบประกันภัย’ คุมรายจ่าย ‘คลัง’ เล็งหั่นค่ารักษาขรก.ไม่เกินปีละ 4.5 หมื่นล้าน 

“เอกนิติ” ยันทุนสำรองไทยแกร่ง

ก่อนหน้านี้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์กรุงเทพธุรกิจว่าประเด็นรักษาเสถียรภาพการคลังและการเพิ่มพื้นที่ทางการคลังที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนทั่วโลกให้ระวังหนี้สาธารณะ เป็นเรื่องที่ประเทศไทยให้ความสำคัญ

โดยในขณะที่หลายประเทศในโลกตะวันตกพุ่งสูงเกือบ 100% ของ GDP แต่สัดส่วนหนี้สาธารณะไทยอยู่ที่กว่า 60% ของ GDP โดยไทยยึดมั่นวินัยการคลังเข้มงวดทำให้นักลงทุนต่างชาติต่างเชื่อมั่น และทำให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลระยะ 10 ปีของไทยอยู่ที่ 2% เศษ ซึ่งต่ำกว่าสหรัฐที่สูงเกิน 5% ขณะเดียวกันประเทศไทยก็มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 2.8 แสนล้านดอลลาร์ 

อย่างไรก็ตามกระทรวงการคลังเตรียมปฏิรูปโครงสร้างการคลัง โดยเร่งลดรายจ่ายประจำที่ซ้ำซ้อนควบคู่การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี พร้อมขยายฐานภาษีเข้าสู่ระบบเพื่อดึงผู้อยู่นอกระบบ และจัดเก็บภาษีจากผู้ประกอบการต่างชาติหรือแพลตฟอร์ม e-Commerce ที่เข้ามาทำตลาดในไทยเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการไทย

ขณะที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งจะมีการอนุมัติแผนบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2570 ประกอบด้วย 3 แผนหลัก ได้แก่แผนการก่อหนี้ใหม่ วงเงิน 1.26 ล้านล้านบาท,แผนการบริหารหนี้เดิม หรือการปรับโครงสร้างหนี้ วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาทและแผนการชำระหนี้ วงเงิน 580,000 ล้านบาท

โดยทิศทางสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือหนี้สาธารณะต่อจีดีพี สำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ประเมินว่า ณ สิ้นปีงบประมาณ 2569 สัดส่วนจะอยู่ที่ประมาณ 68% ของจีดีพีและจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 69% ต้นๆ เมื่อถึงสิ้นปีงบประมาณ 2570 

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะจะขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในปีงบประมาณ 2571 ที่ระดับประมาณ 69% กว่าๆ ซึ่งยังคงอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ไม่เกิน 70% ของจีดีพีหลังจากนั้น สัดส่วนหนี้สาธารณะจะค่อยๆ ทยอยปรับตัวลดลงตามกรอบแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF)

รัฐดึง ‘ระบบประกันภัย’ คุมรายจ่าย ‘คลัง’ เล็งหั่นค่ารักษาขรก.ไม่เกินปีละ 4.5 หมื่นล้าน 

คลังยันมั่นใจไม่ซ้ำรอยฝรั่งเศส

สำหรับกรณีประเทศฝรั่งเศสเกิดการประท้วงรุนแรง จากปัญหาเศรษฐกิจ การขาดดุลงบประมาณ และหนี้สาธารณะสูงจนมีข้อสงสัยว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะเกิดกับประเทศไทยในอนาคตหรือไม่นั้น

ปลัดกระทรวงการคลังกล่าวว่าในปัจจุบันถึงทิศทางและสถานะทางการคลังของประเทศไทยถือว่าความมั่นคงทางการคลัง และมีแนวทางการบริหารงบประมาณของรัฐบาลที่ชัดเจน

โดยปัจจุบันสถานะการคลังของไทยแตกต่างจากประเทศฝรั่งเศส ประเทศไทยถือว่ายังมีกันชนทางการคลัง (Buffer) อยู่ในระดับสูงและรัฐบาลให้ความสำคัญกับวินัยทางการเงินการคลังอย่างเข้มงวด ซึ่งในเรื่องวินัยการคลังนี้เป็นเรื่องที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้ความสำคัญอย่างมาก

ทั้งนี้มองว่าผลกระทบในต่างประเทศเกิดจากการไปตัดลดงบประมาณดูแลประชาชน หรือทำให้คุณภาพการให้บริการลดลง แต่ในส่วนของประเทศไทยยังคงระดับการใช้จ่ายสวัสดิการและการดูแลประชาชนไว้เท่าเดิม โดยประเทศไทยให้ความสำคัญกับการควบคุมการรั่วไหลและตัดลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นแทน

นายลวรณกล่าวต่อว่าสถานะความเข้มแข็งทางการคลังของประเทศไทย ยังได้รับการรับรองจากบริษัทจัดอันดับเครดิตเรตติ้งระดับโลก (Credit Rating Agency) 3 แห่ง ที่ให้ความเชื่อมั่นกับเศรษฐกิจ และสถานะการคลังของไทย โดยได้ให้การยอมรับและเห็นถึงวินัยทางการเงินการคลังที่ประเทศไทยปฏิบัติมาโดยตลอด จนนำไปสู่การปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือดีขึ้น

“ปัญหาหนี้สะสม เป็นเรื่องที่สะสมมานานและต้องใช้เวลาในการบริหารจัดการ แต่รัฐบาลเน้นย้ำหลักการไม่ก่อหนี้ใหม่โดยไม่จำเป็น และหากมีความจำเป็นต้องกู้เงิน การกู้เงินไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่สำคัญที่ต้องนำเงินไปใช้ในโครงการที่เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพต่อประเทศอย่างแท้จริง”