"อธิภัทร" แจงประท้วงในฝรั่งเศส มีสาเหตุจากนโยบายขาดดุลการคลังเรื้อรังเพื่อหวังผลระยะสั้น ทำหนี้สาธารณะพุ่งสูงทะลุ 120% ต่อจีดีพี ทำภาระดอกเบี้ยจ่ายรัฐบาลฝรั่งเศสสูงกว่างบ ด้านการศึกษาทั้งหมด บานปลายเป็นวิกฤติสังคม แนะไทยเร่งถอดบทเรียนยกระดับวินัยทางการคลัง ปฏิรูปโครงสร้างภาษี และบริหารรายจ่ายภาครัฐ ป้องกันวิกฤติเชื่อมั่นในอนาคต
นายอธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก หรือ IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ว่า
ต้นตอของเหตุการณ์การประท้วงในฝรั่งเศส มีที่มาจากปัญหาการขาดดุลการคลังเรื้อรังระดับสูง หลังจากฝรั่งเศส ดำเนินนโยบายแบบขาดดุลในระดับ 5% ต่อจีดีพีมาเป็นเวลาหลายปี ส่งผลให้ระดับหนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้นไปแตะระดับ 120% ต่อจีดีพี
โดย นายอธิภัทร กล่าวว่า สาเหตุรากฐานของวิกฤติดังกล่าวเกิดจากภาวะ "Short-termism" หรือการที่ฝ่ายการเมืองมุ่งเน้นเฉพาะผลประโยชน์ระยะสั้น โดยละเลยผลกระทบทางการคลังในระยะยาว
ดังนั้น เมื่อรัฐบาลปล่อยให้เกิดการขาดดุลเรื้อรัง จนนักลงทุนเริ่มขาดความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางการคลัง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล หรือ บอนด์ยีลด์ ของฝรั่งเศสจึงกระโดดสูงขึ้นถึง 1.3% ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ แตะระดับ 5%
นายอธิภัทร กล่าวต่อไปว่า ต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างงบประมาณ โดยภาระรายจ่ายด้านดอกเบี้ยของรัฐบาลฝรั่งเศสปรับตัวสูงขึ้นจนแซงหน้างบประมาณรายจ่ายในภาคการศึกษาทั้งหมดของประเทศ
ขณะเดียวกัน ข้อจำกัดด้านงบประมาณจากภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ยังส่งผลกระทบต่อระบบบริการสาธารณะ และการดำเนินชีวิตของประชาชน โดยภาครัฐขาดแคลนงบประมาณในการจ้างครูเข้าสอนในโรงเรียนต่างๆ รวมถึงคุณภาพของสถานศึกษา และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ถดถอยลง
โดยปัญหาทางการคลังที่สะสม ได้สะท้อนกลับมาเป็นวิกฤติทางสังคม และกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้ กลุ่มครู และนักเรียน ต้องออกมาเคลื่อนไหวประท้วงตามท้องถนน
“ต้นตอของวิกฤติหนี้ พูดเป็นวิชาการ มันเรียกว่า short-termism หรือการที่รัฐบาล มองแค่ระยะสั้น ไม่ได้มองผลกระทบระยะยาว อย่างฝรั่งเศสขาดดุล 5% ต่อจีดีพี ซึ่งใหญ่มาก แล้วขาดดุลหลายปี มาตอนนี้รายจ่ายดอกเบี้ยสูงกว่ารายจ่ายภาคการศึกษา ไม่มีเงินจ้างครู กลายเป็นว่า ปัญหาการคลัง กลายเป็นปัญหาสังคมขึ้นมาได้”
ท้ายที่สุด นายอธิภัทร กล่าวว่า บทเรียนจากฝรั่งเศส แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ปัญหาการคลังที่หลายคนมองว่าไกลตัว แท้จริงแล้วสามารถส่งผลต่อคุณภาพชีวิตประจำวันของประชาชนได้อย่างมาก
ดังนั้น ไทยจึงควรเร่งยกระดับวินัยทางการคลัง ปฏิรูปโครงสร้างภาษี และการบริหารรายจ่ายภาครัฐอย่างเป็นระบบในขณะที่ยังพอมีเวลา ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ในการรับมือความเสี่ยง ก่อนที่จะเกิดวิกฤติความเชื่อมั่นจากนักลงทุนในอนาคต
“ความเชื่อมั่นทางการคลัง กว่าจะสะสมมาได้ต้องใช้เวลา แต่เวลาขาดความเชื่อมั่น มันเกิดขึ้นได้รวดเร็วมาก วันนี้ไทยยังโชคดีที่ดอกเบี้ยเราไม่ได้สูงเท่าเขา แต่ก็ไม่ควรชะล่าใจ ในช่วงที่ยังพอมีเวลาหายใจ เราควรเตรียมการไว้ก่อนว่าเราจะปฏิรูปภาคภาษี การใช้จ่ายภาครัฐอย่างไร เพื่อให้เรามีเวลาจัดการกับวิกฤติ ก่อนจะถึงวันนั้น”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





