กรมชลประทานประชุมติดตามสถานการณ์น้ำ มุ่งเร่งระบายน้ำท่วมขัง-ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ พร้อมกางแผนบริหารจัดการน้ำ 4 เขื่อนหลัก และเตรียมรับมือฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้
KEY POINTS
- กรมชลประทานเร่งระบายน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาและภาคตะวันออก โดยได้ปรับลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาลงอย่างต่อเนื่อง
- เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ โดยสั่งการให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังระดับน้ำและปริมาณฝนอย่างใกล้ชิด
- เฝ้าระวังฝนระลอกใหม่ช่วงวันที่ 21-25 ตุลาคม ในหลายภูมิภาค โดยเตรียมความพร้อมของระบบระบายน้ำ เครื่องจักร และเจ้าหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง
- บริหารจัดการน้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยการหน่วงน้ำและเก็บกักน้ำไว้สำรองใช้ในฤดูแล้งหน้า
ท่ามกลางสถานการณ์อุทกภัยที่ส่งผลกระทบในหลายพื้นที่ ภาครัฐโดยกรมชลประทานยังคงเดินหน้าบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มข้น ทั้งการระดมเครื่องจักรกลเพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำ พร้อมทั้งเตรียมพร้อมรับมือกับปริมาณฝนระลอกใหม่ที่จะเกิดขึ้นในระยะนี้
- เกาะติดสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ กางแผนบริหารจัดการ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา
นายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะทำงานติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ว่า สถานการณ์น้ำ ณ วันที่ 19 ตุลาคม 2569 อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวม 64,194 ล้านลูกบาศก์เมตร (คิดเป็นร้อยละ 84 ของความจุเก็บกัก) ยังสามารถรองรับน้ำได้อีก 12,502 ล้านลูกบาศก์เมตร ในส่วนของ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 18,857 ล้านลูกบาศก์เมตร (คิดเป็นร้อยละ 76 ของความจุเก็บกัก) รองรับน้ำได้อีก 5,925 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งกรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำอย่างเต็มศักยภาพ ทั้งการหน่วงน้ำเพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน ควบคู่กับการทยอยเก็บกักน้ำไว้สำรองใช้ในช่วงฤดูแล้งหน้า
- ทยอยลดระบายน้ำเจ้าพระยา เร่งสูบระบายน้ำออกจากทุ่ง
สำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยา หลังปริมาณฝนลดลง ได้มีการปรับลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเหลือ 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมลดการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งสองฝั่งเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำ พร้อมกันนี้ได้เร่งระบายน้ำท่วมขังในพื้นที่ตอนล่างออกสู่ทะเล และหากฝนลดลงต่อเนื่องคาดว่าจะปรับลดการระบายน้ำเหลือ 1,400 - 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีภายในสิ้นเดือนนี้ เพื่อให้เกษตรกรสามารถเตรียมแปลงเพาะปลูกได้ทันท่วงที
ส่วนพื้นที่ภาคตะวันออก (นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา) รวมถึงพื้นที่เชื่อมโยงกับกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กรมชลประทานได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งบริหารจัดการน้ำผ่านโครงข่ายคลองและแม่น้ำสายหลัก ติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำ พร้อมกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบาย
- กำชับรับมือฝนตกหนักในภาคใต้ พร้อมเฝ้าระวังฝนระลอกใหม่ 21–25 ต.ค. นี้
ในส่วนของภาคใต้ มีแนวโน้มเกิดฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง กรมชลประทานได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ติดตามปริมาณฝนสะสมและระดับน้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ ชุมชนเมือง และพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ตามคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ระหว่างวันที่ 21–25 ตุลาคม 2569 จะมีฝนเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน กรมชลประทานจึงสั่งการให้ทุกโครงการชลประทานตรวจสอบความพร้อมของระบบเส้นทางระบายน้ำ เตรียมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และเจ้าหน้าที่ ให้พร้อมปฏิบัติงานตลอดเวลา รวมถึงเร่งฟื้นฟูพื้นที่ที่ระดับน้ำลดลงสู่ระดับตลิ่งแล้ว เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว
การบูรณาการทำงานอย่างเข้มข้นของกรมชลประทานและหน่วยงานภาคี ในการเร่งระบายน้ำท่วมขัง พร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่แปรปรวน ถือเป็นมาตรการสำคัญในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ลดความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรม และสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ในอนาคต





