"เอกนิติ" จับมือประธานยูโรกรุ๊ปบนเวที IMF-WB ผลักดันการเจรจาความตกลง FTA ระหว่างไทยกับ EU หนุนใช้ FTA เชื่อมโยงการค้าและการลงทุนระหว่าง EU กับอาเซียน พร้อมชู 3 เสาหลักความร่วมมือในภูมิภาค ทั้งด้านพลังงาน เศรษฐกิจดิจิทัล และการชำระเงินข้ามพรมแดน เสริมแกร่งพร้อมรับมือวิกฤต
ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก หรือ IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ภายใต้หัวข้อ "Debate on the Global Economy: Forging Resilient and Dynamic Economies for the Future" นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้จับมือกับนายคีเรียคอส เพียร์ราคาคิส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังแห่งกรีซ และประธานยูโรกรุ๊ป
ทั้งนี้ นายเอกนิติ กล่าวว่า ไทยมียุทธศาสตร์เปิดกว้างทางเศรษฐกิจ และพร้อมเดินหน้าสานต่อการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ร่วมกับสหภาพยุโรป (EU) และกลุ่มประเทศที่ยึดมั่นในกฎระเบียบและกติกาโลก ควบคู่ไปกับการยกระดับความร่วมมือในอาเซียนและประเทศพันธมิตรอย่างใกล้ชิด ผ่านการดำเนินนโยบายที่เปิดกว้าง
แม้ที่ผ่านมาอาเซียนจะมีการบูรณาการด้านการค้าและการลงทุนร่วมกัน แต่สัดส่วนการค้าภายในภูมิภาค ยังอยู่ที่ประมาณ 22%เท่านั้น เมื่อเทียบกับสหภาพยุโรปที่มีการค้าภายในกลุ่มสูงถึง 60% จึงยังมีโอกาสอีกมากที่ชาติอาเซียนจะขยายการค้าระหว่างกัน เพื่อลดความเปราะบางจากผลกระทบและวิกฤติต่าง ๆ นอกภูมิภาค
โดยได้ชู 3 เสาหลักความร่วมมือในอาเซียน เพื่อดูดซับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่
- เสริมความมั่นคงทางพลังงาน ผ่านโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน หรือ ASEAN Power Grid ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว เพื่อรับมือกับปัญหาราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยจะส่งผ่านสายส่งจากลาวมาที่ไทย มาเลเซีย และไปสู่สิงคโปร์ ช่วยให้ภูมิภาคสามารถรองรับวิกฤติต้นทุนพลังงานร่วมกัน
- ท่ามกลางความต้องการใช้งาน AI ที่พุ่งสูงขึ้น อาเซียนต้องเร่งบูรณาการกรอบความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัล (DEFA) ผ่านการเชื่อมโยงระบบระบุตัวตนดิจิทัลแห่งชาติ หรือ National Digital ID ของไทยเข้ากับมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาขีดความสามารถด้าน AI และสนับสนุนการใช้ฐานลูกค้าร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนการเติบโต
- เดินหน้าเชื่อมโยงระบบการเงินและการชำระเงินข้ามพรมแดน หรือ Cross-border QR Payment ผ่านการเชื่อมระบบชำระเงินผ่าน QR Code ระหว่างไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย ช่วยให้นักท่องเที่ยวและผู้บริโภคสามารถจับจ่ายใช้สอยได้อย่างสะดวกและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกัน
โดยเน้นย้ำว่า ไทยไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่เพียงในอาเซียน แต่ต้องการเปิดตลาดสู่ภูมิภาคอื่น ๆ โดยเฉพาะการเจรจา FTA กับสหภาพยุโรปเพื่อขยายโอกาสทางการค้าอย่างต่อเนื่อง
'เรือเล็กในมรสุม' ผ่า 4 ความท้าทายเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ นายเอกนิติ ยังกล่าวด้วยว่า สถานการณ์ไทยในปัจจุบัน คล้ายกับเรือเล็กที่ต้องเผชิญกับมรสุมลูกใหญ่ 4 ลูกที่กำลังถาโถม ได้แก่
- มรสุมราคาพลังงานพุ่งสูง เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนสูง จึงได้รับผลกระทบอย่างมากจากราคาน้ำมันและภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น
- มรสุมการแบ่งขั้วทางภูมิเศรษฐศาสตร์ สร้างผลกระทบต่อกลุ่มธุรกิจที่ไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน แต่ขณะเดียวกันการกระจายห่วงโซ่อุปทานโลกก็ได้เปิดโอกาสให้ไทยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่
- มรสุมอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ทำให้ตลาดการเงินโลกเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น
- มรสุมคลื่นเทคโนโลยี AI เนื่องจากการมาถึงของ AI ที่สร้างความได้เปรียบมหาศาลให้กับผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน แต่จะส่งผลเสียต่อผู้ที่อยู่นอกระบบ
ในการนี้ การจะประคองเรือเล็กให้มั่นคง นายเอกนิติ กล่าวว่า ไทยต้องรักษาตัวเรือให้แข็งแกร่งพอที่จะต้านทานแรงลม ด้วยการยึดมั่นใน "วินัยทางการคลัง" และการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค
ซึ่งที่ผ่านมาถือว่าทำได้ดีพอสมควร สะท้อนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ของไทยอยู่ในระดับต่ำที่ 2.3% ต่ำกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐและกลุ่มประเทศยุโรปอย่างชัดเจน
ปฏิรูปโครงสร้าง FDI และพาคนไทยขึ้น ‘รถไฟความเร็วสูง’
ขณะเดียวกัน นายเอกนิติย้ำว่า เสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคเป็นสิ่งจำเป็น แต่ยังไม่ใช่จุดหมายปลายทาง เพราะสิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส
โดยเริ่มจากการเร่งช่วย SME และกลุ่มเปราะบางปรับตัว โดยสนับสนุนให้ประชาชนและธุรกิจรายย่อยปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และช่วยให้ทุกภาคส่วนรับมือกับคลื่นลมลูกใหญ่ในอนาคตได้
อีกทั้งต้องดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต หรือ "New Economy" ด้วยการใช้จุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ เช่น AI ,สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แสดงให้เห็นผ่านยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของไทยครึ่งปีแรกเติบโตถึง 47% คิดเป็นมูลค่าราว 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์
โดยการปฏิรูปกฎระเบียบและลดขั้นตอนราชการผ่าน "Thailand FastPass" เพื่อปรับปรุงกระบวนการออกใบอนุญาตการลงทุนให้สะดวกรวดเร็ว และขจัดอุปสรรคต่าง ๆ ส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนของไทยสามารถเติบโตได้มากกว่า 10% ต่อเนื่องกันถึง 2 ไตรมาส
ในส่วนของการพัฒนาทักษะแรงงาน โครงการ Skill Bridge จับมือกับมหาวิทยาลัยไทย เพื่อต่อยอดให้ FDI ที่เข้ามา ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อส่งเสริมระดับทักษะแรงงานไทย เพื่อดึงผู้ประกอบการไทยและ SMEs ในท้องถิ่นเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทชั้นนำระดับโลก
เปิดประตูสู่‘รถไฟความเร็วสูง’ทางเศรษฐกิจ
ท้ายที่สุด นายเอกนิติเปรียบเทียบว่า โอกาสทางเศรษฐกิจและการลงทุนใหม่ ๆ เหมือนกับขบวนรถไฟความเร็วสูงที่กำลังเทียบชานชาลา รัฐบาลต้องขยายประตูโอกาสให้คนไทยและธุรกิจไทยสามารถขึ้นไปบนขบวนรถไฟให้ได้มากที่สุด เพื่อยกระดับผลิตภาพและเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทย
“เปรียบเทียบให้เห็นภาพ เหมือนกับตอนนี้มีรถไฟความเร็วสูงกำลังวิ่งเข้ามาที่ประเทศไทย ซึ่งเรามีผู้คนจำนวนมากรออยู่บนชานชาลา สิ่งที่เราพยายามทำคือการเปิดประตูตู้รถไฟให้กว้างขึ้น เพื่อให้คนไทยและธุรกิจไทยสามารถก้าวขึ้นไปบนขบวนรถไฟความเร็วสูงนี้ได้ แล้วใช้โอกาสเหล่านั้นในการยกระดับผลิตภาพให้สูงขึ้น นั่นคือวิธีที่เรามองเพื่อใช้โอกาสเหล่านี้ในการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทย”





