"กบข." แนะรัฐบาลคว้าโอกาส "Silver Economy" รับมือความท้าทายสังคมสูงวัยขั้นสุดยอด ส่งเสริมการลงทุนใน 3 มิติ ได้แก่ ด้านสุขภาพสุขภาวะ, ความมั่งคั่ง, และการใช้ชีวิต โดยนำเทคโนโลยี AI และฐานข้อมูลขนาดใหญ่มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลสมาชิก เพื่อออกแบบคำแนะนำและแผนการลงทุนเพื่อการเกษียณที่ตอบโจทย์แต่ละบุคคล
ในงานเสวนา Future-Ready Economy 2026 ที่จัดคู่ขนานไปกับ การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก หรือ IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ผู้บริหารกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ได้ร่วมสะท้อนมุมมองบนเวทีดังกล่าว ในหัวข้อ "Capital for Transition" หรือการขับเคลื่อนเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน
นายศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด ซึ่งรัฐบาลควรเร่งส่งเสริมให้ประชาชนเร่งเก็บออมก่อนเกษียณ ควบคู่กับการสนับสนุนการลงทุนในเศรษฐกิจผู้สูงวัย หรือ Silver Economy ตลอดจนประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์และฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อวางแผนเกษียณอย่างตรงจุด
ทั้งนี้ ไทยมีสัดส่วนประชากรสูงวัยคิดเป็นราว 20% ของประชากรทั้งหมด โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลให้เกิดความท้าทายทางเศรษฐกิจมหภาคที่สำคัญ 2 ประการ ได้แก่
- การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่ต้องพึ่งพาแรงงานเป็นหลัก
- แรงกดดันด้านการคลัง จากค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลข้าราชการที่เพิ่มสูงขึ้น สวนทางกับฐานภาษีที่เริ่มลดลง
ในระดับจุลภาค ผู้สูงอายุไทยประมาณ 1 ใน 3 ต้องพึ่งพารายได้จากบุตรหลาน และต้องทำงานต่อเนื่องแม้จะพ้นวัยเกษียณ 60 ปีแล้ว โดยมีผู้สูงอายุเพียง 7% เท่านั้นที่พึ่งพารายได้จากระบบเงินบำเหน็จบำนาญ
โดย กบข. ที่มีสมาชิกรวมกันราว 1.2 ล้านคน พบว่าสมาชิกรุ่นล่าสุดที่เพิ่งเกษียณอายุไป 16,000 คน มียอดเงินออมเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5 ล้านบาท และหากมีชีวิตหลังเกษียณต่อไปอีก 25 ปี ก็เท่าว่าต้องใช้เงินเฉลี่ยเพียง 5,000 บาทต่อเดือน
นอกจากนี้ สถิติการออมสะสมยังแสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำชัดเจน โดยสมาชิกที่มียอดเงินออมสูงสุดสามารถสะสมได้ถึง 7 ล้านบาท เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยที่ 1.5 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ผู้ที่เริ่มต้นออมตั้งแต่อายุน้อย ออมในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น และเลือกแผนการลงทุนที่เหมาะสม จะสามารถสร้างเม็ดเงินเกษียณที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ
ในการนี้ รัฐบาลต้องเร่งส่งเสริมการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน ในเศรษฐกิจผู้สูงวัยใน 3 มิติ ได้แก่
- ด้านสุขภาพและสุขภาวะ โดยไทยต้องขยายการลงทุนจากธุรกิจรักษาพยาบาล สู่ธุรกิจสุขภาพเชิงป้องกันเพื่อส่งเสริมให้คนดูแลสุขภาพก่อนเจ็บป่วย
- ด้านความมั่งคั่ง ด้วยการส่งเสริมธุรกิจที่ปรึกษาทางการเงินและการบริหารความมั่งคั่ง เพื่อการบริหารจัดการทรัพย์สินของครอบครัว และส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่น
- ด้านการใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี ผ่านการส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยว และที่พักอาศัยระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งประเทศไทยมีความพร้อมทั้งในด้านการบริการคนในประเทศและการดึงดูดชาวต่างชาติ
ขณะเดียวกัน นายศรพล ยังได้กล่าวถึง บทบาทของเทคโนโลยีว่า ปัจจุบันกระทรวงการคลังได้อนุญาตให้ กบข. เชื่อมโยงข้อมูลสมาชิกเข้ากับฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้ กบข. ได้รับข้อมูลเชิงลึกรอบด้านมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสถานะเงินฝาก ภาระหนี้สิน ตลอดจนข้อมูลทางด้านสุขภาพ
ในการนี้ การผสานฐานข้อมูลดังกล่าวร่วมกับเทคโนโลยี AI ช่วยให้ กบข. สามารถออกแบบคำแนะนำ และมาตรการที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของสมาชิกแต่ละบุคคล ซึ่งการรู้ข้อมูลสมาชิกในเชิงลึกช่วยให้ กบข.จัดทำแผนเตรียมความพร้อมสู่วัยเกษียณที่ตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละคนได้อย่างแท้จริง





