วันเสาร์ ที่ 3 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชงรื้อเกณฑ์ 3 เท่า ‘กบข.’ ลดนำส่งเงินสำรอง หลังงบบำนาญ ขรก. พุ่ง

งบบุคลากรภาครัฐและเบี้ยหวัดบำนาญข้าราชการปีงบ 2570 เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ “กมธ.” เสนอทบทวนการบริหารเงินสำรอง กบข. รื้อเกณฑ์ 3 เท่า ฝั่ง “เลขาฯ กบข.” หนุนเพิ่มความยืดหยุ่น-กระจายความเสี่ยงลงทุน “กรมบัญชีกลาง” เผยปรับเกณฑ์เงินสำรอง ต้องพิจารณาความเสี่ยงรอบด้าน ชี้ลดสัดส่วนเงินนำส่งจาก 20% เหลือ 5% ช่วยลดภาระงบประมาณ

ภาระทางการคลังและงบประมาณรายจ่ายด้านบุคลากรภาครัฐในปัจจุบันมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนผ่านงบประมาณรายจ่ายด้านบุคลากรภาครัฐในปีงบประมาณ 2570 ผ่านแผนงานบุคลากรภาครัฐที่ 852,671 ล้านบาท และงบกลางรายการเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญข้าราชการที่ 389,090 ล้านบาท สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการจัดสรร

รวมถึงเมื่อพิจารณาเฉพาะ รายการเงินสำรอง เงินสมทบ และเงินชดเชยของข้าราชการ ที่จัดสรรให้ กบข. ในปีงบประมาณ 2570 พบว่า รายการดังกล่าวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 71,400 ล้านบาท หรือกว่า 3 เท่าจากปีงบประมาณ 2569 สอดรับงบเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญฯ ที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ

เนื่องจากที่ผ่านมา กฎหมายกำหนดให้รัฐบาลตั้งงบประมาณจำนวนไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณรายจ่ายบำเหน็จบำนาญข้าราชการประจำปี เพื่อส่งเข้าบัญชีเงินสำรองของ กบข. จนมีมูลค่ากองทุนเป็น 3 เท่าของงบประมาณบำเหน็จบำนาญ 

นำมาสู่ข้อเสนอของกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ พิจารณางบฯ ปี 2570 ให้มีการทบทวนการจัดสรรงบประมาณเข้าบัญชีเงินสำรองของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ตามมาตรา 72 ของ พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2539 เช่น เสนอให้เปลี่ยนจากกำหนดตายตัวที่ 3 เท่า เป็นการบริหารตามความเสี่ยงจริง

เปิดร่างแก้กฎหมาย ‘กบข.’ ลดเงินนำส่ง-กระจายลงทุน

นายศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการคณะกรรมการ กบข. เปิดเผยว่า ปัจจุบันร่างแก้ไข พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2539 ที่ฝ่ายการเมืองเสนอเข้ามา และอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น มีสาระสำคัญดังนี้

  1. การปรับเกณฑ์การลงทุนในบัญชีเงินสำรอง เปิดช่องให้สามารถกระจายการลงทุน (Diversify) ไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลายขึ้นเพื่อบริหารความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสมโดยกำหนดสัดส่วนสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงไม่ต่ำกว่า 60% จากเดิมที่จำกัดเฉพาะการลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง เช่น ตราสารหนี้ของภาครัฐ หรือรัฐวิสาหกิจทั้ง 100%
     
  2. การปรับสัดส่วนงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่รัฐต้องนำส่งเข้าบัญชีเงินสำรอง จากเดิม 20% เป็น 5% ของงบประมาณรายจ่ายบำเหน็จบำนาญข้าราชการประจำปี จนกว่าเงินสำรองจะเป็น 3 เท่าของงบรายจ่ายบำเหน็จบำนาญฯ
     
  3. การเพิ่มทางเลือกและแผนการลงทุนให้สมาชิก รวมถึงการจัดให้มีแผนการลงทุนที่ปรับความเสี่ยงตามช่วงอายุของสมาชิกโดยอัตโนมัติ หากสมาชิกไม่ได้เลือกแผนลงทุนเอง

 

โดยประเด็นที่ กบข. เห็นพ้องคือ แนวทางการกระจายการลงทุนในพอร์ตเงินสำรอง โดยเพิ่มการกระจายความเสี่ยงให้มากขึ้น เพื่อให้สอดรับกับสภาวะตลาดเงินตลาดทุนที่ผันผวน ส่วนประเด็นอื่น ๆ หากมีรายละเอียดเพิ่มเติม จะมีการนัดหารือร่วมกันต่อไป

ในการนี้ นายศรพล กล่าวว่า บทบาทของ กบข. คือการทำหน้าที่ผู้บริหารกองทุนให้แก่กระทรวงการคลัง โดยยึดกรอบคำสั่งและข้อบังคับ (Mandate) ที่ได้รับมอบหมายเป็นแนวปฏิบัติ พร้อมมุ่งบริหารจัดการให้เกิดความมั่นคงสูงสุด

“หน้าที่ของ กบข. คือการเป็นผู้บริหารกองทุนให้กับกระทรวงการคลัง ถ้าข้อบังคับมีมาอย่างไร เราก็ทำตรงนั้นให้มั่นคงที่สุด แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นสอดคล้องคือการกระจายการลงทุนในพอร์ต ให้มันมีความกระจายความเสี่ยงมากขึ้น ปัจจุบันก็ขอให้เป็นเรื่องของร่างนั้นก่อน ส่วนเรื่องอื่น ๆ ถ้ามีรายละเอียดก็คงจะนัดหารือเพิ่มเติม”

นายศรพล ยังได้เน้นย้ำว่า การแก้ไขกฎหมายให้กระจายการลงทุนในส่วนบัญชีเงินสำรอง ไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลาย ไม่เกี่ยวกับเงินกองทุนของสมาชิกซึ่งจะได้รับการบริหารแยกกันต่างหาก ซึ่งในเชิงโครงสร้างของ กบข. แบ่งได้ดังนี้

  • บัญชีเงินสำรอง มูลค่าราว 1,000,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินสำรองของกระทรวงการคลัง โดย กบข. ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการให้แก่รัฐบาล มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นหลักประกันสภาพคล่องในการจ่ายบำเหน็จบำนาญให้แก่ข้าราชการในยามเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ดังนั้น การหารือหรือแก้ไขหลักเกณฑ์ตามข้อเสนอของกรรมาธิการงบประมาณจึงเป็นเรื่องของบัญชีเงินสำรองก้อนนี้เท่านั้น
     
  • เงินกองทุนของสมาชิก มูลค่าราว 600,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินสะสม เงินสมทบ เงินชดเชย ของสมาชิก กบข. จำนวน 1.2 ล้านคน โดยบัญชีส่วนนี้แยกเป็นรายบุคคลชัดเจน มุ่งเน้นสร้างผลตอบแทนเพื่อใช้ในวัยเกษียณ

    เงินส่วนนี้มีความปลอดภัยสูง ไม่มีการนำไปปะปนกับเงินสำรอง และไม่ได้รับผลกระทบจากการแก้ไขกฎหมายที่อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น

 

‘บัญชีกลาง’ ย้ำศึกษาความเสี่ยงรัดกุม ก่อนปรับเกณฑ์ 3 เท่า

นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า ความจำเป็นที่ต้องกำหนดเงินสำรองบำเหน็จบำนาญฯ ไว้ที่ 3 เท่า มีหลักการสำคัญคือ หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ รัฐบาลยังสามารถมีเงินสำรองไว้จ่ายเงินเดือนข้าราชการได้อย่างน้อย 3 ปี

ดังนั้น หากจะมีการปรับลดลงมาต่ำกว่า 3 เท่าจริง ก็จะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมว่าเงินสำรองที่ปรับลดลงมาจะยังคงดูแลระบบราชการได้อยู่หรือไม่เมื่อเกิดวิกฤต โดยคำนึงถึงจำนวนข้าราชการที่จะเกษียณอายุเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร หรือมีความเสี่ยงต่อระบบบำนาญหรือการจ่ายเงินเดือนข้าราชการในภาพรวมมากน้อยแค่ไหน

อย่างไรก็ดี เท่าที่ทราบสิ่งที่ฝ่ายการเมืองพยายามผลักดันในปัจจุบันยังเน้นไปที่ การลดเงินนำส่งจาก 20% เหลือ 5% ซึ่งร่างดังกล่าวยังอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น

อีกทั้ง ก่อนหน้านี้ที่รัฐบาลต้องนำส่งให้ กบข. ทุกปีเนื่องจากเงินสำรองของกองทุนยังไม่ถึง 3 เท่า แต่ปัจจุบันเงินสำรองอยู่ในระดับใกล้เคียง 3 เท่าแล้ว ทำให้ต่อไปอาจไม่ต้องนำส่งในจำนวนเท่ากับที่ผ่านมา

“ตรรกะของการเป็น 3 เท่า คือเมื่อมีเหตุการณ์ฉุกเฉินอะไรเกิดขึ้นเพื่อให้จ่ายเงินเดือนได้อยู่ แต่ถ้าจะลดลงก็ต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมว่าจะดูแลระบบราชการได้หรือไม่ เมื่อก่อนมันยังไม่ถึง 3 เท่าก็ต้องนำส่งตลอดแต่ปัจจุบันมันปริ่ม 3 เท่า ก็อาจไม่ต้องนำส่งมากเท่าเดิม” นางแพตริเซีย กล่าว

ทั้งนี้ มูลค่าเงินสำรองของ กบข. ในปัจจุบัน สูงกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 3 เท่าของงบประมาณรายจ่ายบำเหน็จบำนาญข้าราชการ โดย กบข. ได้นำส่งผลตอบแทนจากการบริหารเงินสำรองจำนวน 1,789 ล้านบาท ส่งคืนเป็นรายได้แผ่นดิน เมื่อต้นเดือน ต.ค. 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งกองทุน