“พูนพงษ์” ปลัดพาณิชย์ กางแนวทางขับเคลื่อนพาณิชย์ยุคใหม่ ชูสมดุล 3 มิติ “คน-งาน-องค์กร” เดินหน้า 9 ภารกิจหลัก ตั้งแต่สร้างความเป็นธรรมทางการค้า ดูแลราคาสินค้าเกษตร-ค่าครองชีพ ดัน SME รุกตลาดโลก เร่ง FTA ปราบทุนสีเทา ยกระดับบริการสู่ Digital Ministry พร้อมปรับกฎระเบียบให้ทันโลก
KEY POINTS
- ปลัดกระทรวงพาณิชย์ประกาศปรับโครงสร้างการทำงานใหม่ โดยยึดหลักความสมดุล 3 ด้าน คือ "คน งาน และองค์กร" เพื่อยกระดับกระทรวงสู่ความเป็นเลิศ
- ขับเคลื่อน 9 ภารกิจสำคัญเพื่อรับมือโลกการค้ายุคใหม่ ครอบคลุมการดูแลค่าครองชีพ เพิ่มศักยภาพ SME ผลักดันการส่งออก และเร่งเจรจาการค้า
- มุ่งพัฒนาบุคลากรตามระบบคุณธรรม ปราศจากเส้นสาย และปรับองค์กรสู่ Digital Ministry โดยนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใส
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับผู้บริหารกระทรวง ทูตพาณิชย์ทั่วโลก และพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ว่า กระทรวงพาณิชย์พร้อมก้าวสู่มิติใหม่ โดยวางกรอบการทำงานบนความสมดุล 3 ส่วน ได้แก่ “คน งาน และองค์กร” เพื่อยกระดับกระทรวงสู่ “กระทรวงแห่งความเป็นเลิศ” และเป็นที่พึ่งของภาคธุรกิจ เกษตรกร และประชาชน
สำหรับมิติ “คน” กระทรวงพาณิชย์มีข้าราชการและบุคลากรรวม 3,916 คน จึงต้องจัดสรรบุคลากรให้เหมาะสมกับภารกิจ และพัฒนาทักษะให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า และภูมิรัฐศาสตร์ โดยเน้นให้บุคลากรทุกระดับ “แข่งกันทำงาน” และสร้างงานใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์
ขณะเดียวกัน การเติบโตในสายอาชีพจะยึดหลักความยุติธรรม ความเสมอภาค ศักยภาพ และผลงานเป็นสำคัญ โดยกำหนดมาตรฐานการเลื่อนขั้นและเลื่อนตำแหน่งอย่างโปร่งใส ปราศจากระบบอุปถัมภ์และเส้นสาย เพื่อรักษาคนเก่งและคนดีไว้กับกระทรวง
กระทรวงจะจัดวางบุคลากรให้เหมาะสมกับความสามารถ พร้อมสนับสนุนเครื่องมือ เทคโนโลยี และกลไกที่ชัดเจน เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และปลอดภัย โดยผู้ที่ตั้งใจทำงานต้องได้รับโอกาสและความก้าวหน้าตามระบบคุณธรรม
ในส่วนของ “งาน” จะปรับภารกิจให้สอดรับกับบริบทการค้าและการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมี 9 ภารกิจสำคัญ ได้แก่
1.สร้างความเป็นธรรมทางการค้า กำกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้โปร่งใส ป้องกันทุนใหญ่ใช้อำนาจตลาดกีดกันหรือเอาเปรียบ SME รวมถึงดูแลไม่ให้เกิดการกดราคารับซื้อสินค้าเกษตร และคุ้มครองผู้บริโภค
2.ดูแลราคาสินค้าเกษตร ให้พาณิชย์จังหวัดรู้ลึกและรู้จริงถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในพื้นที่ วางแผนรองรับผลผลิตตามฤดูกาล ทำงานร่วมกับทูตพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อป้องกันผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ
3.ดูแลค่าครองชีพประชาชน ใช้กฎหมายและกลไกทางการค้าควบคุมราคาสินค้าจำเป็นไม่ให้สูงเกินสมควร พร้อมเดินหน้ามาตรการลดภาระประชาชน เช่น โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ”
4.สร้างโอกาสและเพิ่มศักยภาพ SME ขยายช่องทางการค้า เชื่อม SME เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกและ e-Commerce พร้อมบ่มเพาะผู้ประกอบการตามศักยภาพ ผลักดันรายเล็กเติบโตเป็นรายกลาง และรายกลางเป็นรายใหญ่ รวมถึงส่งเสริมทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ และยกระดับสินค้า GI ด้วยการเพิ่มคุณภาพและมูลค่า
5.เพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการ ให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกเร่ง “รักษาตลาดเดิม รุกตลาดใหม่” ใช้ข้อมูลเชิงลึกชี้เป้าความต้องการของตลาดต่างประเทศ พร้อมผลักดันสินค้าและบริการนวัตกรรมเข้าสู่ตลาดระดับกลาง-สูง และเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ Global Value Chain
6.เร่งเจรจาการค้าสำคัญ โดยเฉพาะ FTA และความตกลงที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง เพื่อเพิ่มแต้มต่อการแข่งขันของไทย พร้อมสื่อสารสิทธิประโยชน์ทางการค้าให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME สามารถนำไปใช้ขยายตลาดได้จริง รวมถึงติดตามการใช้สิทธิและช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางการค้า
7.ปราบธุรกิจและสินค้าผิดกฎหมาย เน้นบูรณาการกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ป้องกันธุรกิจนอมินีและทุนต่างชาติผิดกฎหมาย ตั้งแต่ขั้นตอนจดทะเบียน ใช้เทคโนโลยีและฐานข้อมูลคัดกรองธุรกิจกลุ่มเสี่ยง พร้อมสกัดสินค้าผิดกฎหมายและไม่ได้มาตรฐาน โดยมุ่งสร้างความเป็นธรรมและลดช่องทางการทุจริต
8.ยกระดับบริการสู่ Digital Ministry เดินหน้ารัฐบาลดิจิทัล ลดขั้นตอนและระยะเวลาการติดต่อราชการ ลดต้นทุนของผู้ประกอบการและประชาชน และเปลี่ยนจากการทำงานบนกระดาษสู่ระบบดิจิทัล เพื่อให้บริการรวดเร็วและทันต่อกติกาการค้าโลก
9.ปรับกฎระเบียบให้ทันสมัย ทบทวนกฎ คำสั่ง และระเบียบที่ล้าสมัยหรือเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์และการแข่งขันยุคใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการ ลดช่องว่าง และสร้างความเป็นธรรมทางการค้า
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า สำหรับมิติ “องค์กร” กระทรวงพาณิชย์จะยกระดับเป็นองค์กรภาครัฐที่เข้มแข็ง โปร่งใส ยืดหยุ่น และมุ่งผลสัมฤทธิ์ โดยเน้นวัฒนธรรมองค์กร การทำงานแบบบูรณาการ และการยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
แนวทางสำคัญ คือ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาใช้ในกระบวนการทำงานแบบ End-to-End Process เพื่อลดขั้นตอน ลดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับภาคธุรกิจและประชาชน และลดความเสี่ยงการเรียกรับผลประโยชน์ ควบคู่กับการบริหารงานด้วยข้อมูล (Data Driven) เพื่อใช้วิเคราะห์และตัดสินใจเชิงนโยบาย เช่น การใช้ข้อมูลตลาดและฤดูกาลเพื่อคาดการณ์ผลผลิตและเตรียมตลาดรองรับสินค้าเกษตร
นอกจากนี้ จะปรับกระบวนการอนุมัติและอนุญาตให้คล่องตัวขึ้น ใช้ระบบดิจิทัลลดการใช้ดุลยพินิจ ยกเลิกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค พร้อมพัฒนาบุคลากรด้านนวัตกรรม การวิเคราะห์ข้อมูล และ Design Thinking
รวมถึงเปิดเผยข้อมูลภาครัฐที่ไม่กระทบต่อความมั่นคง และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานและงบประมาณของกระทรวง
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะพิจารณาปรับโครงสร้างหน่วยงานให้สอดคล้องกับภารกิจและสถานการณ์จริง รวมถึงจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสม โดยปีงบประมาณ 2570 กระทรวงได้รับงบประมาณรวม 8,525.3310 ล้านบาท
พร้อมทบทวนระดับตำแหน่ง อำนาจหน้าที่ และโครงสร้างภายใน เพื่อให้แต่ละกรมทำงานได้คล่องตัวและขับเคลื่อนเป้าหมายของกระทรวงได้อย่างเป็นเอกภาพ
“ กระทรวงพาณิชย์มีบทบาทเป็น “ทัพหน้าเศรษฐกิจ” จำเป็นต้องทำงานเชิงรุกและบูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม เพราะไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เพียงลำพัง โดยผู้บริหารกระทรวงต้องเป็น “ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง” ทำหน้าที่ขจัดอุปสรรคทางการค้าและเปิดประตูโอกาสใหม่ให้ภาคการค้าไทย”นายพูนพงษ์ กล่าว





