วันพุธ ที่ 14 ตุลาคม 2569

Login
Login

เวที ‘IMF World bank’ แนะไทย ปรับเครื่องยนต์ศก.รับ FDI ระลอกใหม่

เวที IMF และ World Bank แนะไทยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ระลอกใหม่ โดยเน้นการเพิ่มผลิตภาพ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาทุนมนุษย์

KEY POINTS

  • เวที IMF และ World Bank แนะไทยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ระลอกใหม่ โดยเน้นการเพิ่มผลิตภาพ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาทุนมนุษย์
  • เสนอให้เร่งปรับ 2 เครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ การปฏิรูปสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) ที่มี AI เป็นส่วนสำคัญ และการปฏิรูปพลังงาน (Energy Transformation) เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น
  • ชี้แนวทางปฏิรูปเชิงโครงสร้าง 3 ด้านเพื่อปลดล็อกศักยภาพประเทศ คือ การปรับโครงสร้างธุรกิจ (Firm of the Future) การพัฒนาแรงงาน (Workforce of the Future) และการสร้างเมืองแห่งอนาคต (City of the Future)

เมื่อวันที่ 13 ต.ค. ในงานประชุม “IMF World bank 2026” ในเวที “IMF APD: Thailand Special Seminar Bangkok 1991–2026” ซึ่งเป็นเวทีสำคัญที่จัดขึ้นในการย้อนมองเส้นทางเศรษฐกิจไทยนับตั้งแต่ที่เคยเป็นเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank ครั้งแรกเมื่อปี 2534 จนถึงปัจจุบันในปี 2569 ย้อนมองเส้นทางเศรษฐกิจไทยตลอด 35 ปี พร้อมวางโจทย์การเติบโตรอบใหม่ของประเทศ เพื่อระดมความเห็นและหาแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้พุ่งทะยานและพร้อมรับมือกับอุตสาหกรรมยุคใหม่

นายเค็นจิ โอคามูระ รองกรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวเปิดในตอนต้นว่าประเทศไทยวันนี้แตกต่างจากเมื่อครั้งเป็นเจ้าภาพการประชุมปี 1991 (พ.ศ.2534) อย่างสิ้นเชิง ขนาดเศรษฐกิจขยายใหญ่ขึ้นมากกว่า 3 เท่า ขณะที่รายได้ต่อหัวเพิ่มจากไม่ถึง 1,800 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นมากกว่า 8,000 ดอลลาร์สหรัฐ

อัตราความยากจนของไทยลดจากมากกว่า 50% เหลือต่ำกว่า 5% พร้อมเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจจากฐานเกษตรไปสู่ภาคการผลิตและบริการที่มีผลิตภาพสูง จนกลายเป็นศูนย์กลางภูมิภาคด้านการผลิต การค้า และการท่องเที่ยว โดย IMF

“มีไม่กี่ประเทศที่สร้างการเปลี่ยนผ่านกว้างขนาดนี้ได้ภายในหนึ่งรุ่นอายุคน” นายเค็นจิ กล่าว

เอกนิติหนุนไทยเชื่อมซัพพลายเชนโลก

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่าประเทศไทยไทยเคยมีบทเรียนจากในอดีต โดยเฉพาะช่วงก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2540 (1997) ที่ประเทศไทยเติบโตอย่างรวดเร็วในระดับ 8-10% จนละเลยเรื่องเสถียรภาพและมีการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศมากเกินไป

สำหรับความท้าทายในอนาคต นายเอกนิติ มองว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์แบบหลายขั้วอำนาจ และปัญหาโครงสร้างประชากรสูงวัยที่ทำให้มีกำลังแรงงานจำกัด ดังนั้นยุทธศาสตร์สำหรับการเติบโตในระยะต่อไปจึงต้องมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มผลิตภาพ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาทุนมนุษย์ การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ FDI ระลอกที่สองที่มาพร้อมกับระบบเศรษฐกิจใหม่ เพื่อเชื่อมโยงเข้ากับห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

เวที ‘IMF World bank’ แนะไทย  ปรับเครื่องยนต์ศก.รับ FDI ระลอกใหม่

 นอกจากนี้ในระยะต่อไปจำเป็นที่จะยกระดับภาคบริการและอุตสาหกรรม และการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค เพื่อเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพ นอกเหนือจากการยกระดับจากภาคการเกษตรสู่ภาคการผลิตที่เคยดำเนินการมาแล้ว ปัจจุบันประเทศไทยต้องมุ่งเน้นที่การเพิ่มผลิตภาพ ยกระดับภาคบริการ และพัฒนาภาคการผลิตอย่างต่อเนื่อง

“FDI ระลอกใหม่เป็นรถไฟความเร็วสูงขบวนใหม่ หน้าที่ของรัฐคือเปิดประตูให้แรงงานไทยและ SMEs ขึ้นขบวนนี้ได้ ผ่านการ Upskill และ Reskill เพื่อเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่ โดยมีเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและการคลังเป็นฐานรองรับ นอกจากนี้ AI จะเป็นโอกาสสำคัญของไทยทั้งด้านการส่งออก การลงทุน และยังช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานจากสังคมสูงวัย หากแรงงานไทยสามารถใช้ AI เพิ่มผลิตภาพได้ ก็จะกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทยรอบใหม่”

นายเอกนิติ ยังได้ให้ความสำคัญกับเรื่องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค โดยระบุว่าเป็นรากฐานสำคัญซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีเสถียรภาพที่แข็งแกร่ง สะท้อนได้จากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ที่ระดับ 2.4% ต่ำกว่าสหรัฐฯ ที่ 5% อันเป็นผลมาจากวินัยทางการคลังและการที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับมุมมองเป็นระดับที่มีเสถียรภาพ นอกจากนี้ไทยยังมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงกว่าหนี้ระยะสั้นเกือบสามเท่า

แนะไทยเร่งปรับเครื่องยนต์เศรษฐกิจ

ดร. ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานมูลนิธิสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ กล่าวว่าหากย้อนมองบรรยากาศในปี 1991 (พ.ศ. 2534) เศรษฐกิจไทยเต็มไปด้วยความตื่นตัวและการเติบโตอย่างสดใส แต่หากมองไปข้างหน้าสู่ปี 2026 บริบทโลกและเศรษฐกิจจะเต็มไปด้วยความท้าทายที่รุนแรง ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัว โดยเน้นย้ำถึง 2 เครื่องยนต์สำคัญ คือ

1. Digital Transformation (DX)การปฏิวัติติดิจิทัล ซึ่งมีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการเพิ่มความเร็วบนทางด่วนดิจิทัลที่มีระบบการเงินดิจิทัลและ Web 3 รองรับอยู่แล้ว

2. Energy Transformation (NX) การบริหารจัดการและส่งเสริมการผลิตรวมถึงการกระจายพลังงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อรองรับความต้องการพลังงานมหาศาลจากกระบวนการ DX

ชี้อุ้ม SMEs ทุกรายไม่ได้

สำหรับประเด็น SMEsและการปรับตัวของภาคธุรกิจไทยอย่างน่าสนใจว่า ที่ผ่านมาสังคมและนโยบายภาครัฐให้ความสำคัญหรือพูดถึงเรื่อง SME มากจนเกินไป โดยมีความพยายามที่จะปกป้องและอุ้มชู SME ทั้งหมด ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่ใช่ SME ทุกรายที่ดีและควรอยู่รอด

ความพยายามในการปกป้องธุรกิจที่ไม่สามารถแข่งขันได้ ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิต ในภาคอุตสาหกรรมของไทยจมอยู่นานที่ระดับ 60% ซึ่งสะท้อนชัดเจนว่าภาคผลิตของไทยมีเครื่องจักรและศักยภาพที่ปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้ถูกนำมาใช้งานอย่างคุ้มค่า

“รัฐบาลควรเปลี่ยนมุมมองจากการอุ้มทุกราย มาเป็นการสนับสนุนให้ SME หรือธุรกิจที่ไม่สามารถแข่งขันได้อีกต่อไป สามารถถอนตัวหรือออกจากตลาดได้อย่างเหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นภาระเชิงโครงสร้าง และเปิดทางให้ทรัพยากรไหลไปสู่การสร้าง Firm of the Future หรือภาคธุรกิจแห่งอนาคตตามแนวทางของธนาคารโลก”

นอกจากนี้ ดร. ณรงค์ชัย ยังแสดงความเห็นพ้องกับรายงานของธนาคารโลก (World Bank) ในการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และการผลักดัน 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ที่ไทยมีศักยภาพ ได้แก่ การผลิตขั้นสูง (Advanced Manufacturing), เกษตรและอาหาร (Agri-food), สุขภาพและการบริการสุขภาพ (Healthcare & Wellness) และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)

เปิด 3 ยุทธศาสตร์แห่งอนาคต

อย่างไรก็ตาม เพื่อปลดล็อกศักยภาพการเติบโตของประเทศ ดร. ณรงค์ชัย ได้เสนอ 3 ทิศทางปฏิรูปเชิงโครงสร้างตามแนวทางของธนาคารโลก ได้แก่

1. Firm of the Future การปรับโครงสร้างภาคธุรกิจ เนื่องจากปัจจุบันอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ของภาคอุตสาหกรรมไทยอยู่ที่ระดับ 60% ซึ่งสะท้อนถึงการมีเครื่องจักรและศักยภาพที่ไม่ถูกนำมาใช้งาน รัฐจึงควรเปิดทางให้ธุรกิจที่ไม่สามารถแข่งขันได้ถอนตัวออกจากตลาดอย่างเหมาะสม (Nice way to exit) แทนการปกป้องเกินไป เพื่อเปิดพื้นที่ให้แก่ภาคธุรกิจแห่งอนาคต

2. Workforce of the Future การพัฒนาและดึงดูดแรงงานแห่งอนาคต โดยเสนอให้ภาครัฐผ่อนคลายกฎระเบียบเพื่อให้บุคลากรและแรงงานต่างชาติทักษะสูงเข้ามาทำงานและร่วมมือกับภาคธุรกิจไทยได้สะดวกยิ่งขึ้น ตามโมเดลที่ประเทศสิงคโปร์ประสบความสำเร็จ

3. City of the Future การกระจายอำนาจการบริหารจัดการให้แก่จังหวัดศูนย์กลางในภูมิภาคที่มีมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ เช่น ขอนแก่น ให้มีความเป็นอิสระ (Autonomous) มากขึ้น เพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นเมืองแห่งอนาคต