"รมว.คลังฟินแลนด์" กล่าวบนเวที WB-IMF แนะประเทศขนาดเล็กสร้างสมดุลระหว่างการลดความเสี่ยงกับการรักษาเศรษฐกิจแบบเปิด แทนการตั้งเป้าพึ่งพาตนเองโดยสมบูรณ์ โดยพัฒนาศักยภาพเฉพาะทางที่นานาชาติต้องพึ่งพา ควบคู่กับการกระจายห่วงโซ่อุปทานและร่วมมือกับพันธมิตรที่ไว้ใจได้
นางรีกกะ ปูร์รา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฟินแลนด์ เปิดเผยในงานประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลกหรือ IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ว่า กระแสโลกที่เปลี่ยนไปสู่การเน้นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ได้ทำให้การพึ่งพาซึ่งกันและกันที่ระหว่างประเทศต่าง ๆ มีความสำคัญมากขึ้น
ทั้งนี้ ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว อาจสร้างความลำบากต่อประเทศขนาดเล็กที่มีระบบเศรษฐกิจเปิด หรือ Open economy อย่างฟินแลนด์ ที่เติบโตและเจริญรุ่งเรืองมาจากการบูรณาการเข้ากับห่วงโซ่มูลค่าโลกอย่างลึกซึ้ง
อย่างไรก็ดี ประเทศขนาดเล็กไม่จำเป็นต้องรับบทบาทเป็นผู้ถูกกระทำเสมอไป ยกตัวอย่าง ฟินแลนด์ที่ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากสองจักรวรรดิใหญ่อย่างสวีเดนและรัสเซีย และได้เรียนรู้ที่จะปรับตัว พัฒนา และใช้แนวทางความมั่นคงแบบองค์รวม หรือ Comprehensive Security เป็นรากฐานเชิงสถาบันที่เข้มแข็งในการก้าวข้ามวิกฤต
นางรีกกะ กล่าวต่อไปว่า ยุทธศาสตร์สำคัญในการบริหารเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน คือการรักษาสมดุลระหว่างการลดความเสี่ยง โดยไม่สูญเสียความเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ การตั้งเป้าหมายไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างสมบูรณ์ ถือเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้และขาดประสิทธิภาพอย่างสิ้นเชิง ขณะเดียวกัน การให้น้ำหนักกับความมั่นคงจนเกินขอบเขต จะกลายเป็นการทำลายตนเองของระบบเศรษฐกิจแบบเปิด
ดังนั้น มาตรการรับมือจึงต้องมุ่งเป้าอย่างมีกลยุทธ์ไปยังจุดคอขวดสำคัญ และความเสี่ยงเฉพาะด้าน เพื่อลดการเผชิญหน้ากับการบีบบังคับและการหยุดชะงักทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ สำหรับประเทศขนาดเล็ก ทางออกที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการตัดขาดความสัมพันธ์เดิมหรือการพยายามพึ่งพาตนเอง คือการสร้างการพึ่งพาซึ่งกันและกันแบบต่างตอบแทน โดยการพัฒนาศักยภาพให้มีความสำคัญในด้านที่นานาชาติต้องพึ่งพา ควบคู่ไปกับการกระจายห่วงโซ่อุปทาน เสริมโครงข่ายโลจิสติกส์ และร่วมมือกับพันธมิตรทางการค้าที่ไว้วางใจได้
ในด้านขีดความสามารถการแข่งขัน นางรีกกะ ระบุว่าฟินแลนด์พร้อมนำเสนอทางออกทางเศรษฐกิจผ่านความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและฐานการผลิตในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความยืดหยุ่นด้านพลังงาน จากความก้าวหน้าในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและการปรับใช้ระบบพลังงานไฟฟ้า ส่งผลให้ฟินแลนด์มีอัตราค่าไฟฟ้าที่ต่ำที่สุดในยุโรป
“ด้วยความก้าวหน้าในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและการปรับใช้ระบบพลังงานไฟฟ้าในสังคม ฟินแลนด์มีราคาค่าไฟฟ้าที่ต่ำที่สุดในยุโรป เนื่องจาก 95% เป็นพลังงานคาร์บอนต่ำหรือไม่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล”
พร้อมกันนี้ ฟินแลนด์ยังเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ ได้แก่ ความเชี่ยวชาญในแถบอาร์กติก เรือตัดน้ำแข็ง โทรคมนาคม แร่ธาตุสำคัญและการถลุงแร่ เทคโนโลยีอวกาศ ควอนตัมคอมพิวติง และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์
โดยบทเรียนทางประวัติศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์กับรัสเซียได้ผลักดันให้ฟินแลนด์ต้องตื่นตัว คาดการณ์ภัยคุกคาม และเตรียมพร้อมอย่างรวดเร็วอยู่เสมอ จนกลายเป็นประเทศที่มีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้ในตัวเอง
“อธิปไตยของฟินแลนด์ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากสองมหาจักรวรรดิอย่างสวีเดนและรัสเซีย และเราเรียนรู้ที่จะปรับตัวและพัฒนาอยู่เสมอ แนวทางความมั่นคงแบบองค์รวมจึงหล่อหลอมวิธีคิดและมอบรากฐานเชิงสถาบันที่แข็งแกร่ง”
อย่างไรก็ตาม นางรีกกะ ได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างเป็นเหตุเป็นผลถึงความเสี่ยงเชิงนโยบายในระดับภูมิภาค โดยชี้ว่าความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดในเวลานี้คือการขยายตัวของนโยบายอุตสาหกรรมและการแข่งขันอุดหนุนทางการเงิน (Subsidy Races) ภายในสหภาพยุโรป (EU)
โดยนโยบายนี้ นอกจากจะส่งผลเสียต่อประเทศขนาดเล็กที่มีขีดความสามารถทางการคลังจำกัด และเสียเปรียบในมาตรการอุดหนุนหรือการจัดซื้อจัดจ้างร่วมที่เอื้อประโยชน์ต่อประเทศและกลุ่มทุนขนาดใหญ่ การแข่งขันดังกล่าวยังถือเป็นการบิดเบือนกลไกตลาดและกัดกร่อนความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเป็นรากฐานที่แท้จริงของการเติบโตทางเศรษฐกิจ





