วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปลดล็อก EEC สู่มิติใหม่ เร่งเครื่องโครงสร้างพื้นฐาน น้ำ และไฟฟ้า รับอนาคตดิจิทัล

สกพอ. ผนึก สทนช. ปรับกลยุทธ์เติมความคล่องตัวให้สาธารณูปโภค พร้อมบริหารน้ำ-ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน รองรับเมกะเทรนด์ดิจิทัล

KEY POINTS

  • EEC กำลังเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยปรับทิศทางมาให้ความสำคัญกับระบบน้ำและไฟฟ้า เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง
  • มีการจัดทำแผนแม่บทการจัดการน้ำในพื้นที่ EEC ถึงปี 2580 เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนและรับมือความต้องการใช้น้ำที่สูงขึ้นจากศูนย์ข้อมูล (Data Center)
  • ความพร้อมของสาธารณูปโภคด้านน้ำและไฟฟ้าถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุน และต่อยอดโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่คืบหน้าไปแล้วกว่า 50%

การสร้างความยั่งยืนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการแผนงานในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มีความพร้อม เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุนจากเทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคต พร้อมทั้งปรับตัวให้มีความยืดหยุ่นและตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้อย่างทันท่วงที

ปลดล็อก EEC สู่มิติใหม่ เร่งเครื่องโครงสร้างพื้นฐาน น้ำ และไฟฟ้า รับอนาคตดิจิทัล

 

ดร.จุฬา  สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.)  เปิดเผยในการสัมมนา 

EEC Never Stops: Infrastructure ต่อยอด ต่อเนื่อง เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ว่าการขับเคลื่อนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้ก้าวไปสู่ความยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการแผนงานในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ   ทั้งนี้ การพัฒนาพื้นที่ EEC มีเป้าหมายหลักเพื่อให้เกิดความยั่งยืน โดยมีการกำหนดแผนภาพรวมในระยะ 5 ปี เรียกว่า "แผนภาพรวมในการพัฒนาพื้นที่ EEC" ซึ่งปัจจุบันอยู่ในช่วงการใช้แผนฉบับใหม่ครอบคลุมตั้งแต่ปี 2571 โดยแผนภาพรวมนี้ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญหลายประการ ได้แก่

แผนการใช้ประโยชน์พื้นที่ในภาพรวม (ผังเมือง) เพื่อกำหนดบทบาทและฟังก์ชันการใช้งานของแต่ละพื้นที่และอำเภออย่างชัดเจน

แผนโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค ที่ครอบคลุมการรองรับ 3 จังหวัด EEC ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง โดยระบุรายละเอียดโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่

แผนการดำเนินงานทั่วไปของสำนักงานและแผนการให้บริการเบ็ดเสร็จของภาครัฐ เพื่ออํานวยความสะดวกแก่ประชาชนและนักลงทุน

นอกจากแผนแม่บทดังกล่าวแล้ว ทาง EEC ยังต้องจัดทำ "แผนผัง" เพิ่มเติม ซึ่งแบ่งออกเป็นผังเมืองและผังโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค เพื่อระบุพิกัดและรายละเอียดเชิงพื้นที่อย่างชัดเจน โดยในช่วงที่ผ่านมา (ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา) EEC ได้ดำเนินโครงการขนาดใหญ่ (Mega Projects) ควบคู่ไปกับแนวคิดการเป็นประตูเปิดของประเทศ โดยมีโครงการประตูสำคัญที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่

 

ท่าเรือแหลมฉบัง (เฟส 3) ทำหน้าที่ดูแลและรองรับตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งมีความสำคัญยิ่งต่ออุตสาหกรรมโดยแท้จริง ในการนำเข้าวัตถุดิบและส่งออกสินค้า

ท่าเรือมาบตาพุด (เฟส 3) เป็นประตูที่เกี่ยวข้องกับพลังงานและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงระบบไฟฟ้า เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลังงาน

ท่าอากาศยานนานาอู่ตะเภา ประตูสำหรับการรองรับการเดินทางของผู้คน ขยายขีดความสามารถให้สามารถบินตรงเข้าสู่พื้นที่ 3 จังหวัด EEC ได้อย่างสะดวก

โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน  เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานเดิม จากอู่ตะเภาสู่ดอนเมืองและสุวรรณภูมิ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตและเป็นตัวขับเคลื่อนการลงทุนในระยะยาว

ปัจจุบัน แผนโครงสร้างพื้นฐานของ EEC ดำเนินการไปแล้วประมาณ 50% ของความก้าวหน้าที่ตั้งไว้ตั้งแต่ช่วงปี 2556 จนถึงแผนสิ้นสุดปี 2570 แม้ว่าในระยะแรกจะเน้นไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง แต่เนื่องจากข้อเรียกร้องและเสียงสะท้อนจากประชาชนในประเด็นเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ทำให้ EEC ต้องปรับตัว ทั้งในยุคปัจจุบันและอนาคต โดยมองยาวไปจนถึงปี 2580 โครงสร้างพื้นฐานจะถูกยกระดับให้ครอบคลุมและให้ความสำคัญกับ ระบบน้ำ ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ และการจัดการสิ่งแวดล้อม มากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาในพื้นที่

สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ในทางปฏิบัติ ความต้องการใช้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่อาจไม่ได้สูงเท่ากับที่หลายฝ่ายกังวลอยู่ เนื่องจากผู้ใช้บริการรายเดียวกันมักจะติดต่อไปยังผู้ให้บริการหลายรายพร้อมๆ กัน เพื่อหาผู้ที่พร้อมที่สุด ทำให้ตัวเลขความต้องการรวมดูสูงเกินจริงจากพฤติกรรมการขอเผื่อเลือก  หากคัดกรองเฉพาะผู้ใช้ที่มีความพร้อมและต้องการใช้งานจริง (เช่น ต้องการใช้ขนาด 400 เมกะวัตต์) สัดส่วนของผู้ใช้งานจริงอาจเหลือเพียงส่วนน้อยเท่านั้น เนื่องจากกระบวนการเป็นผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ จำเป็นต้องมีความพร้อมสูงในการจัดหาพลังงานไฟฟ้า  

อย่างไรก็ตามประเทศไทยในฐานะเป้าหมายการลงทุน แม้ว่าในอนาคตผู้ใช้งานบางส่วนอาจเลือกย้ายไปหาพื้นที่หรือประเทศอื่นที่มีความพร้อมด้านสาธารณูปโภคมากกว่า แต่ประเทศไทยก็ยังมีโอกาสเติบโตในฐานะฐานรองรับเทคโนโลยีดิจิทัล  ทั้งนี้ไฟฟ้าคือรากฐานของทุกสิ่ง หากเกิดปัญหาไฟดับหรือระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานขัดข้อง จะกระทบต่อวิถีชีวิตและระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง ไม่เว้นแม้กระทั่งธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์  หากประเทศไทยต้องการเป็นศูนย์กลางทางด้านอุตสาหกรรมและองค์ความรู้ใหม่ๆ ในอนาคต การเตรียมความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าและน้ำประปาให้รองรับความต้องการในระยะยาวถือเป็นโจทย์เร่งด่วน  

ในด้านการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง ยังมีความจำเป็น เพราะไม่ได้เป็นเพียงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการขับเคลื่อนเมืองและเศรษฐกิจ เพิ่มความคล่องตัวและการเชื่อมต่อภูมิภาค เช่น อู่ตะเภา กับกรุงเทพฯ ให้มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยผสานพื้นที่ให้เป็นเนื้อเดียวกันในลักษณะเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างนนทบุรีและกรุงเทพฯ   รวมทั้งการกระจายการเข้าถึง และการเติบโตของเมือง การเพิ่มสถานีหยุดรถในเมืองที่มีปริมาณเติบโตสูง เช่น ฉะเชิงเทรา ชลบุรี หรือพัทยา ซึ่งช่วยขับเคลื่อนให้เมืองเติบโตควบคู่กันไป เนื่องจากการเดินรถแต่ละขบวนจะมีรูปแบบการให้บริการที่หลากหลาย ทั้งแบบวิ่งตรงเข้ากรุงเทพฯ และแบบแวะจอดตามสถานีสำคัญ  

  ดร. จุฬา กล่าวว่า ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน และระบบสาธารณูปโภค กลายเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดการเติบโตในทุกมิติ แต่แนวคิดและการดำเนินงานในปัจจุบันอาจยังมีความท้าทายในแง่ของความล่าช้าและการตอบสนองที่ไม่ทันต่อความต้องการของผู้ใช้ โครงสร้างพื้นฐานและกลไกของภาครัฐในปัจจุบันมักมีขอบเขตที่ไปไกลและใช้เวลานาน ทำให้ไม่สามารถรองรับหรือตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้บริการที่ต้องการความรวดเร็วในทันทีได้  หลายครั้งการดำเนินงานยังมีความล่าช้าและลีลาตามขั้นตอนของภาครัฐ จนทำให้โอกาสในการพัฒนาหรือดึงดูดความสนใจอาจพลาดพลั้งไป เช่น กรณีการรอคอยการตัดสินใจที่ใช้เวลานานเกินไป  ซึ่งทุกคนมองโครงสร้างพื้นฐานเป็นรากฐานเดียวกันหมด แต่ในความเป็นจริงโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคหลายประเภทถูกผูกติดอยู่ภายในระบบหลัก เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบน้ำ หรือระบบกริด (Grid) ซึ่งมีความซับซ้อนในการจัดการ  ดังนั้นเพื่อให้ประเทศไทยก้าวทันโลกและมีความ "เซ็กซี่" น่าดึงดูดและคล่องตัว มากยิ่งขึ้น รัฐควรผ่อนคลายกฎระเบียบ  ลดความเข้มงวดของกฎข้อบังคับจะช่วยให้เกิดนวัตกรรมและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น   เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วม ต่อยอดบนโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีอยู่ได้ ประเทศไทยก็จะสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที  

พัชรวีร์ สุวรรณนิก รองเลขาธิการสำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) กล่าวว่า สทนช. ได้ร่วมมือกับสำนักงาน EEC ในการจัดทำและขับเคลื่อน แผนแม่บทการพัฒนาแหล่งน้ำ สำหรับพื้นที่ EEC ตั้งแต่ปี 2563 ยาวไปจนถึงปี 2580 เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และรักษาคุณภาพน้ำ

เมื่อเปรียบเทียบความต้องการใช้น้ำในปัจจุบันกับแหล่งน้ำที่มีอยู่ พบว่าปริมาณน้ำมีความตึงตัวค่อนข้างมาก จำเป็นต้องอาศัยการบริหารจัดการอย่างเข้มข้น โดยแผนงานจนถึงปี 2580 มีเป้าหมายในการเพิ่มแหล่งน้ำและเพิ่มปริมาณต้นทุนน้ำใหม่ให้สอดคล้องกับอัตราการเติบโต

โดยจากโครงการในแผนพัฒนาทั้งหมด 39 โครงการ สำหรับพื้นที่ EEC และภาคตะวันออก มีเป้าหมายเพิ่มแหล่งน้ำรวมประมาณ 900 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันดำเนินการไปแล้วประมาณ 300 ล้านลูกบาศก์เมตร และยังคงต้องเร่งรัดพัฒนาอีก 500 ล้านลูกบาศก์เมตร ภายในช่วงเวลาก่อนปี 2580 เนื่องจากอุตสาหกรรมเป้าหมายใน EEC โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center มีความต้องการใช้น้ำในปริมาณมากเพื่อการระบายความร้อน  ปริมาณน้ำจึงขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีการระบายความร้อนที่เลือกใช้ กรณี ใช้ระบบเปิด จะมีอัตราการใช้น้ำมากกว่าระบบปิดถึง 10 เท่า 

ที่มีการหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่ ช่วยลดการใช้น้ำลงได้มาก ในขณะที่ ระบบส่งตรงสู่ชิป (Direct-to-Chip) มีอัตราการใช้น้ำน้อยกว่าระบบปิดครึ่งหนึ่ง ถือเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูง

 

นอกจากนี้ ทาง EEC และ สทนช. ได้กำหนดมาตรการบังคับทางกฎหมายสำหรับผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่หรือ Data Center ที่ตั้งอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรม จะต้องนำน้ำทิ้งกลับมาบำบัดและใช้ซ้ำ อย่างน้อย 25% ของปริมาณน้ำที่นำเข้าไปทั้งหมด เพื่อให้เกิดการใช้น้ำอย่างคุ้มค่าและเกิดความยั่งยืนสูงสุด

 

ทั้งนีตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ การใช้น้ำสาธารณะร่วมกันจะมีกลไกการพิจารณาผ่าน คณะกรรมการลุ่มน้ำ โดยมีเกณฑ์การพิจารณาอนุญาต  หากเป็นแหล่งน้ำสาธารณะขนาดใหญ่และมีปริมาณการใช้น้ำ มากกว่า 30,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน จะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) หากมีปริมาณน้อยกว่าเกณฑ์ดังกล่าว จะอยู่ในอำนาจการพิจารณาของคณะกรรมการลุ่มน้ำ  ในส่วนของ ภาคการเกษตร จะได้รับการยกเว้นจากการเรียกเก็บค่าใช้น้ำและการขออนุญาต เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ 

อย่างไรก็ตามปัญหาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศไทยในปัจจุบันมีความท้าทายและซับซ้อนยิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากอิทธิพลของสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพกาลอากาศ ส่งผลให้แต่ละภูมิภาคประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีลักษณะเฉพาะแตกต่างกันออกไป ซึ่งประสบการณ์บริหารจัดการน้ำในแต่ละพื้นที่ไม่สามารถใช้วิธีการเดียวครอบคลุมได้ทั้งหมด เช่น พื้นที่เศรษฐกิจอย่างหาดใหญ่, พื้นที่ความมั่นคงและลักษณะกายภาพเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือพื้นที่ลุ่มน้ำน่าน ต่างมีปัจจัยแวดล้อมที่ต้อง "ปกป้อง" และวิธีการป้องกันที่ไม่เหมือนกัน

ดังนั้น การกำหนดมาตรการเชิงนโยบายรายฤดู (ฤดูแล้ง-ฤดูฝน) ของ สทนช. จึงต้องนำปัจจัยเชิงพื้นที่เข้ามาเป็นโจทย์หลัก ทั้งเรื่องสภาพอากาศ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ และอิทธิพลภายนอก เช่น ปรากฏการณ์น้ำทะเลหนุนในพื้นที่ชายฝั่งหรือปากแม่น้ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการระบายน้ำสู่ทะเลอย่างมีนัยสำคัญ

พัชรวีร์ กล่าวว่า แม้จะมีมาตรการรับมือรายฤดูกาลอยู่แล้ว แต่บทวิเคราะห์สะท้อนว่ายังมี ช่องว่างสำคัญ ที่จำเป็นต้องได้รับการยกระดับและพัฒนาอย่างเร่งด่วน ได้แก่ ระบบการคาดการณ์  ต้องมีความแม่นยำ ล่วงหน้า และสะท้อนความเสี่ยงเชิงพื้นที่ได้จริง ระบบการแจ้งเตือนและการสื่อสาร การส่งสารเตือนภัยไปยังพื้นที่และประชาชนเป้าหมายต้องรวดเร็วและตรงจุด และการระบุพื้นที่เป้าหมาย การชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติเพื่อเตรียมการป้องกันและเยียวยาได้อย่างตรงจุด

“ในเชิงวิศวกรรมการจัดการน้ำ การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานระบายน้ำหรือป้องกันน้ำท่วมโดยใช้เกณฑ์รอบรอบการเกิดซ้ำ ที่ยาวนาน เช่น 200 ปี เพื่อรองรับภัยพิบัติขนาดใหญ่ ถือเป็นแนวทางตามมาตรฐานสากล แต่ในขณะเดียวกันก็นำมาซึ่ง "ต้นทุนการลงทุนที่สูงมาก" การตัดสินใจเชิงนโยบายจึงต้องคำนึงถึงความคุ้มค่า ความเป็นไปได้ทางงบประมาณ และการผสมผสานระหว่างโครงสร้างทางวิศวกรรม ร่วมกับมาตรการไม่ใช้โครงสร้าง เช่น การบริหารจัดการจราจรน้ำและการแจ้งเตือนภัย”