วันพฤหัสบดี ที่ 8 ตุลาคม 2569

Login
Login

'กัลฟ์' จี้รัฐผ่าโครงสร้างเศรษฐกิจ เร่ง AI-Data Center รับมือวิกฤตแรงงาน

"กัลฟ์" ชี้ไทยกำลังเจอวิกฤตแรงงานร่วงจากสังคมสูงวัย ชงกู้วิกฤต GDP ด้วยการนำ "AI-Data Center" เพิ่มประสิทธิภาพแนะรัฐบาลเร่งดึงห่วงโซ่มูลค่า AI ระดับโลกเข้ามาในประเทศ เตือนอย่าตั้งเกณฑ์คุมเข้มเกินเหตุจนทุนย้ายไปประเทศคู่แข่ง 

KEY POINTS

  • กัลฟ์ เผยสมการเศรษฐกิจใหม่ต้องแก้ปัญหาวิกฤตแรงงานและสังคมสูงวัยด้วยการนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เพื่อให้ GDP กลับมาเติบโตได้แม้จำนวนแรงงานจะลดลง
  • เสนอให้ไทยต้องดึงดูดห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรม AI ทั้งระบบเข้ามาในประเทศ โดยเริ่มจากการเร่งสร้าง Data Center ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเพื่อต่อยอดธุรกิจและสร้างงานทักษะสูง
  • เรียกร้องให้ภาครัฐผ่อนคลายกฎระเบียบเกี่ยวกับการสร้าง Data Center ที่เข้มงวดเกินความจำเป็น เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคและป้องกันไม่ให้ทุนและเทคโนโลยีย้ายไปประเทศคู่แข่ง
  • เสนอให้ปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงาน โดยยกเลิกการอุดหนุนแบบหว่านแห เช่น การตรึงราคาดีเซล และเปลี่ยนเป็นการอุดหนุนแบบเจาะจงผู้มีรายได้น้อยโดยใช้ AI และ Big Data ช่วยวิเคราะห์เพื่อความแม่นยำ

นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวในงาน Thailand Economic Outlook 2027: New Horizon Beyond the Trap ในหัวข้อ Business Leaders Dialogue 2030: Driving Thailand's New Horizon จัดโดย "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า การผลักดัน GDP ให้เติบโตในปัจจุบันไม่เหมือนยุคหลังปี 2540 ที่พึ่งพาการย้ายแรงงานภาคเกษตรสู่อุตสาหกรรม หรือการอัดฉีดสินเชื่อเพื่อกระตุ้นการบริโภค 

เนื่องจากปัจจุบันประชากรไทยลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ดังนั้น สมการการเติบโตทางเศรษฐกิจยุคใหม่จึงต้องมองผ่านจำนวนแรงงาน คูณด้วยประสิทธิภาพการทำงาน หากจำนวนแรงงานลดลงจาก 10 คนเหลือ 5 คน แต่สามารถนำ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ 2.5 ถึง 3.5 เท่า ก็จะส่งผลให้ GDP พลิกกลับมาเติบโตเป็นบวกได้มหาศาล เช่น การใช้ AI ในองค์กรที่สามารถลดเวลาทำงานวิเคราะห์ข้อมูลจากเดิม 2 สัปดาห์เหลือเพียง 2 นาที

'กัลฟ์' จี้รัฐผ่าโครงสร้างเศรษฐกิจ เร่ง AI-Data Center รับมือวิกฤตแรงงาน

ดึงยักษ์ใหญ่เทคโลกเสริมทัพ SME

นอกจากเร่งการใช้ AI แล้ว ประเทศไทยต้องไม่เป็นเพียงแค่ผู้ซื้อหรือผู้ใช้บริการ แต่ต้องดึงห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) ของอุตสาหกรรม AI ทั้ง 5 ชั้นเข้ามาอยู่ในประเทศ ได้แก่ พลังงาน (Energy), ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center), GPU, โมเดล AI (AI Model) และแอปพลิเคชัน (Application) 

ทั้งนี้ กัลฟ์ ได้ร่วมมือกับบริษัท AI ชั้นนำระดับโลก เช่น CoreWeave และ Google เพื่อนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มขีดความสามารถในการทำงานให้แก่บริษัทไทย กลุ่ม SME และประชาชนทั่วไป

นายสมิทธ์ เปรียบเทียบว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ เปรียบเสมือนถนนเส้นแรกที่ต้องสร้างขึ้นเพื่อรองรับการต่อยอดธุรกิจใหม่ๆ เช่น การสร้างงานทักษะสูงสำหรับซอฟต์แวร์โปรแกรมเมอร์ โดยยืนยันว่าประเทศไทยมีความพร้อมทั้งระบบไฟฟ้าและน้ำ 

จึงฝากถึงภาครัฐและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องว่า ไม่ควรกำหนดเงื่อนไขหรือกฎระเบียบที่เข้มงวดเกินไปจากความกลัวที่ไม่มีพื้นฐาน หรือการอ้างอิงข่าวต่างประเทศที่ไม่ตรงบริบท เช่น ปัญหาน้ำหรือผังเมือง เพราะหากไทยตั้งเงื่อนไขยุ่งยาก ทุนและเทคโนโลยีจะย้ายไปประเทศคู่แข่งทันที ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม หรืออินเดีย พร้อมเตือนว่าการนำมาตรฐานระดับยุโรปมาบังคับใช้ ทั้งที่รายได้ของไทยยังไม่ถึงครึ่งของยุโรป จะทำให้ไทยเสียโอกาสในการเติบโต

'กัลฟ์' จี้รัฐผ่าโครงสร้างเศรษฐกิจ เร่ง AI-Data Center รับมือวิกฤตแรงงาน

ชงรื้อระบบอุดหนุนพลังงาน เลิกอุ้มหว่านแห

ในมิติพลังงาน นายสมิทธ์ มองว่า โครงสร้างราคาพลังงานต้องปรับให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง การอุดหนุนแบบหว่านแห เช่น การตรึงราคาดีเซลหน้าปั๊มที่ทำให้ผู้ขับขี่รถยนต์หรูได้รับอานิสงส์ไปด้วย จะส่งผลให้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่การใช้พลังงานสะอาด เช่น EV หรือโซลาร์เซลล์ เป็นไปได้อย่างช้าลง  

ดังนั้น ภาครัฐควรอุดหนุนแบบเจาะจงรายบุคคล (Targeted Subsidy) ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยที่จำเป็นจริงๆ โดยสามารถนำเทคโนโลยี Big Data และ AI ร่วมกับฐานข้อมูลจากผู้ให้บริการโทรคมนาคม เช่น AIS หรือ True มาใช้จัดทำมาตรการช่วยเหลือได้อย่างแม่นยำและตรงจุด เพื่อไม่ให้เป็นภาระงบประมาณแฝงในระยะยาว