ปตท. ชี้เศรษฐกิจไทยถึงจุดโตยากเพราะพึ่งพาอุตสาหกรรมเดิมนาน 40 ปี เสนอเร่งสร้าง New S-Curve ต่อยอด "AI-Data Center" เตือนรัฐบาลอย่าเร่งเดินหน้า Net Zero เร็วเกินไปจนสร้างภาระฉุด GDP
KEY POINTS
- ปตท.เผยโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาอุตสาหกรรมเดิมอย่างยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์มาตลอด 40 ปี เริ่มมีขีดจำกัดในการสร้างการเติบโตสูงในอนาคต
- เสนอให้ประเทศไทยต้องแสวงหาอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) โดยเร่งดึงดูดการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมอนาคต เช่น AI, Semiconductor และ Data Center
- ชี้ว่าไทยมีจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ แต่ต้องเร่งสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) และห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่เกี่ยวเนื่องเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม
- การนำเทคโนโลยีและ AI มาปรับใช้ ต้องมุ่งเน้นการยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity) ของบุคลากรอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงการเพิ่มต้นทุน
ดร.ชญาน์ จันทวสุ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์องค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวในงาน Thailand Economic Outlook 2027: New Horizon Beyond the Trap ในหัวข้อ Business Leaders Dialogue 2030: Driving Thailand's New Horizon จัดโดย "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยที่พึ่งพาอุตสาหกรรมเดิมมาตลอด 40 ปี นับตั้งแต่ยุคโชติช่วงชัชวาล
เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ แม้ปัจจุบันยังคงเป็นฐานการผลิตที่แข่งขันได้ แต่เริ่มมีขีดจำกัดในการสร้างอัตราการเติบโตสูงในอนาคต ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องแสวงหาอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) และเร่งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อสร้างคลื่นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่อีกครั้ง
สำหรับการปรับตัวของไทยในระยะ 4-5 ปีข้างหน้าอาจมีแนวทางขับเคลื่อน 3 มิติหลัก คือ
1. ต่อยอดจุดแข็งเดิมและสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมใหม่ ส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวและบริการสุขภาพ (Healthcare) ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทยต่อเนื่อง ขณะเดียวกันต้องเร่งดักจับโอกาสจากกลุ่มอุตสาหกรรมอนาคต เช่น AI, Semiconductor และ Data Center โดยประเทศไทยมีฐานโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ สิ่งสำคัญคือการสร้าง Ecosystem และ Supply Chain ที่เกี่ยวเนื่องโดยรอบ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและดึงดูดการลงทุนหลากมิติ
2. ปรับตัววัดทางเศรษฐกิจ มุ่งสร้างรายได้ประเทศ (National Income) เสนอให้ภาครัฐและเอกชนมองก้าวข้ามเพียงการเติบโตของ GDP แต่ต้องมุ่งเน้นการเพิ่มรายได้ของประเทศ (National Income) โดยสนับสนุนให้บริษัทไทยที่มีศักยภาพออกไปเติบโตในต่างประเทศ แล้วนำรายได้กลับเข้าสู่ประเทศไทย
3. ยกระดับ Productivity พัฒนาศักยภาพแรงงาน การนำเทคโนโลยีและ AI มาใช้ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มต้นทุน แต่ต้องวัดผลการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity) ของบุคลากรในองค์กรอย่างแท้จริง
เตือนเร่ง Net Zero เกินไปเสี่ยงฉุด GDP
ดร.ชญาน์ กล่าวในมิติด้านพลังงานและการปรับตัวสู่สังคมคาร์บอนต่ำว่า ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ มีบทบาทสำคัญในการดูแลความมั่นคงทางพลังงาน การรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านราคา และการบรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอน
อย่างไรก็ดี การปรับตัวไปสู่เป้าหมาย Net Zero ในอีก 24–25 ปีข้างหน้า จะต้องประเมินจังหวะเวลา (Timing) ความเร็ว และกรอบการลดคาร์บอนที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ หากเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศในยุโรปที่เร่งลดคาร์บอนในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา พบว่ามีต้นทุนสูงถึง 1-1.5% ของ GDP
สำหรับประเทศไทยที่มีอัตราการเติบโตของ GDP อยู่ที่ระดับ 2% กว่า หากต้องแบกรับต้นทุนการลดคาร์บอนในสัดส่วนดังกล่าว จะสร้างความท้าทายและเป็นภาระต่อระบบเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
นอกจากนี้ แม้ประเทศไทยจะมีแผนการปรับเปลี่ยนไปสู่การใช้พลังงานสะอาดและรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มากขึ้นจนคาดว่าปริมาณการใช้น้ำมันจะเริ่มลดลงในอีก 2–3 ปีข้างหน้า แต่การพึ่งพาพลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์เซลล์ ยังมีข้อจำกัดด้านเสถียรภาพเนื่องจากผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ยเพียง 5 ชั่วโมงต่อวัน
"การทำระบบไฟฟ้าให้เสถียรต้องอาศัยการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงาน (Battery) และการปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Modernization) ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลระดับหลายแสนล้านบาท"
ก๊าซฯ สะพานเชื่อมดันไทยสู่ LNG แห่งอาเซียน
ทั้งนี้ ก๊าซธรรมชาติ คือพลังงานฐานที่มีต้นทุนคุ้มค่าและสะอาดที่สุดในภาวะเปลี่ยนผ่าน ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากก๊าซธรรมชาติให้ยาวนานที่สุดเพื่อขับเคลื่อน GDP จนกว่าจะมีความพร้อมในการปรับสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนขึ้นสู่ระดับ 70% ตามแผน PDP ในช่วงปลายปี 2040
เพื่อสร้างความมั่นคงและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยมีศักยภาพในการก้าวขึ้นเป็น ASEAN LNG Trading Hub หรือศูนย์กลางการค้าก๊าซธรรมชาติเหลวแห่งภูมิภาคอาเซียน เช่นเดียวกับที่สิงคโปร์เคยประสบความสำเร็จในการเป็นศูนย์กลางการค้าน้ำมัน
สำหรับโครงสร้างพื้นฐานรองรับศักยภาพ LNG Trading Hub ของไทย แบ่งเป็น สถานี Terminal 1 และ Terminal 2 ปัจจุบันมีความจุรองรับการนำเข้า LNG รวม 19 ล้านตัน ขณะที่ สถานี Terminal 3 อยู่ระหว่างความร่วมมือพัฒนาเพื่อเพิ่มความจุเป็น 27 ล้านตัน
"เป้าหมายขยายสู่ 32 ล้านตัน หากดำเนินการขยายศักยภาพตามแผน ไทยจะมีปริมาณก๊าซธรรมชาติเหลวส่วนเกินที่สามารถซื้อขายและส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ภายในปี 2030-2032"
ขณะเดียวกัน ภาครัฐและเอกชนต้องเร่งประสานความร่วมมือเพื่อรักษาปริมาณก๊าซธรรมชาติในประเทศ ทั้งการต่อสัญญาแหล่งสัมปทานเดิม การเปิดให้สิทธิสัมปทานใหม่ และการเร่งเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อนำทรัพยากรขึ้นมาใช้ประโยชน์ให้เร็วที่สุด
CCS เป็นอุตสาหกรรมใหม่ "กู้โลกร้อน"
อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญคือการพัฒนาเทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) ในบริเวณอ่าวไทย ซึ่งจากการสำรวจเบื้องต้นพบว่าไทยมีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนสูง
การพัฒนา CCS จะกลายเป็นอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศใน 2 มิติสำคัญ คือ
1. ช่วยอุตสาหกรรมหลักลดคาร์บอน ช่วยให้อุตสาหกรรมหนักที่ลดปล่อยคาร์บอนยาก (Hard-to-Abate) เช่น อุตสาหกรรมซีเมนต์ ปิโตรเคมี และโรงไฟฟ้า สามารถบรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอนโดยไม่เสียความสามารถในการแข่งขัน
2. สร้างโมเดลธุรกิจให้บริการจัดเก็บคาร์บอนข้ามชาติ เปิดโอกาสให้ไทยรับจ้างกักเก็บคาร์บอนให้กับประเทศที่ไม่มีพื้นที่กักเก็บทางภูมิศาสตร์ เช่น ประเทศญี่ปุ่น พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับการขายสัญญา LNG ร่วมกัน ซึ่งจะสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศและส่งเสริมให้ไทยเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมในภูมิภาค





