“เอกนิติ” ประกาศความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพงาน IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ชูจุดเด่นพื้นที่ปลอดภัย เสริมสร้างบทบาท “ผู้เชื่อมโลก” ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจแบ่งขั้ว ผลักดันนโยบายเศรษฐกิจเชิงรุกดึงดูดการลงทุนย้ายฐานการลงทุน กระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในงาน ครบรอบ 39 ปี “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ไทยมีความพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก หรือ IMF-World Bank Group AM 2026 ระหว่างวันที่ 12–18 ต.ค. 2569 ซึ่งปัจจุบัน มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานแล้วมากกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศทั่วโลก
โดยการเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ ไทยจะชูความโดดเด่นจากความได้เปรียบของไทยในการเป็นพื้นที่ปลอดภัย มีความมั่นคง และสามารถค้าขายสร้างความร่วมมือได้กับทุกฝ่าย ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ที่มีการแบ่งขั้ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศอย่างต่อเนื่อง
“ผมเชื่อว่าการเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้จะเป็นเวทีสำคัญในการแสดงศักยภาพของประเทศทั้งในด้านการท่องเที่ยว การสร้างงาน และการขยายโอกาสให้กับธุรกิจไทย แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือผลประโยชน์ในระยะยาว จากเม็ดเงินลงทุนจำนวนมากที่ทยอยย้ายเข้ามาในประเทศ จากโอกาสที่เราได้รับในครั้งนี้”
ในการนี้ โจทย์สำคัญของรัฐบาลในการรองรับทิศทางดังกล่าว ไม่ใช่เป็นเพียงการปล่อยให้กระแสการลงทุนไหลผ่านไป แต่คือการออกแบบนโยบายเศรษฐกิจเชิงรุกเพื่อดึงดูดและรักษาการลงทุนเหล่านั้นให้อยู่ในประเทศได้อย่างยั่งยืน พร้อมกำหนดเงื่อนไขให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมถึงเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้ประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจตกแก่ประชาชนและธุรกิจไทยอย่างแท้จริง
โดยสิ่งที่ประเทศไทยเตรียมนำเสนอต่อประชาคมโลกในฐานะเจ้าภาพด้านการเงินและการคลังนั้น แบ่งออกเป็น 2 มิติสำคัญ ได้แก่
- มิติด้านบทบาทการเป็นผู้เชื่อมโยงเศรษฐกิจโลก ซึ่งไทยวางบทบาทตนเองเป็น “ผู้เชื่อมโลก” เพื่อดึงทุกฝ่ายกลับเข้ามาอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามระหว่างประเทศ อันจะช่วยส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศให้เติบโตยิ่งขึ้น
- มิติด้านการพัฒนาศักยภาพและการรับมือวิกฤต โดยไทยจะเน้นย้ำการให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การเสริมสร้างพลังในการป้องกันและรับมือกับวิกฤติต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะภัยธรรมชาติ
สำหรับประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากงานในครั้งนี้ ระยะสั้นจะเกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินจากการเดินทาง การพักอาศัย และการท่องเที่ยวของผู้เข้าร่วมประชุมระหว่างวันที่ 12–18 ต.ค. ภายหลังการประชุม รวมถึงการกลับมาเที่ยวซ้ำ ขณะที่ในระยะยาวจะเป็นการดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง ส่งเสริมการสร้างงาน สร้างโอกาสทางธุรกิจ และกระตุ้นการย้ายฐานการลงทุนมายังประเทศไทย
นอกจากนี้ การเป็นเจ้าภาพจัดงานยังเป็นโอกาสสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการและนำผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นจากภูมิภาคต่างๆ ของไทยมาจัดแสดงสู่สายตาผู้เข้าร่วมงานจาก 191 ประเทศทั่วโลก ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่ประเทศไทย ยังเป็นการยกระดับสินค้าไทยสู่สากล
“การประชุมครั้งนี้เปิดโอกาสให้คนไทยได้ร่วมนำเสนอผลิตภัณฑ์เด่นจากทุกภูมิภาคสู่สายตาชาวโลก พร้อมต้อนรับผู้นำจากหลายประเทศที่จะเดินทางไปเยือนจังหวัดต่าง ๆ ทั่วไทย ขอเชิญชวนทุกคนมาร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดี แสดงศักยภาพเศรษฐกิจไทย และสร้างความภาคภูมิใจร่วมกันครับ” นายเอกนิติ กล่าวทิ้งท้าย
ด้านนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษก กระทรวงการคลัง กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะสร้างความประทับใจให้แก่ผู้มาเยือนในระดับสากล
โดยรัฐบาลได้นำวัฒนธรรมและซอฟต์พาวเวอร์มาสอดแทรก เช่น การนำผ้าท้องถิ่นจาก 28 ชุมชน รวม 39 ลายผ้า และลายผ้าออกแบบพิเศษอีก 2 ลายที่เกี่ยวเนื่องกับพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมพื้นที่กว่า 5,000 ตารางเมตร มาใช้ประดับตกแต่งห้องประชุม
รวมถึงการคัดสรรเมนูอาหารไทยมาตรฐานสากลมาร่วมสร้างชื่อเสียง ตลอดจนการเตรียมจัดงานเลี้ยงต้อนรับอย่างเป็นทางการโดยนายกรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล ในช่วงเย็นวันที่ 16 ต.ค. โดยมุ่งเน้นการยกระดับภาพลักษณ์ สร้างความเชื่อมั่น และต่อยอดโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศไทยอย่างยั่งยืน
“เมื่อสปอตไลต์ของโลกกำลังส่องมาที่ประเทศไทย การประชุมครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นอยากให้คนไทยทุกคนมาร่วมมือกัน โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้ผู้มาเยือนประทับใจที่สุด และอยากกลับมาไทยอีกครั้ง ไม่ว่าจะในฐานะนักท่องเที่ยว นักลงทุน หรือพันธมิตรทางธุรกิจ” นายวินิจ กล่าว
สำหรับการเตรียมความพร้อมต้อนรับและการอำนวยความสะดวกแก่คณะผู้แทนฯ ได้มีการวางแผนตั้งแต่สนามบินสุวรรณภูมิ ด้วยการจัดช่องทางพิเศษ และจะมีผู้บริหารระดับสูงให้การต้อนรับ
นอกจากนี้ ยังได้จัดเตรียมทีมเจ้าหน้าที่ประสานงาน ซึ่งเป็นข้าราชการและเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากกว่า 400 คน พร้อมด้วยเยาวชนนักศึกษาอาสาสมัครอีกกว่า 200 คนที่ผ่านการคัดเลือกเข้ามาช่วยปฏิบัติงาน เพื่อสร้างความประทับใจและส่งเสริมการมีส่วนร่วมกับภาครัฐ
ขณะเดียวกัน ในมิติด้านความปลอดภัยและการบริหารจัดการวิกฤต ได้มีการซักซ้อมแผนปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อรองรับเหตุฉุกเฉิน ภัยคุกคาม ตลอดจนสถานการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ





