"เอกนิติ" เสนอยุทธศาสตร์ “สติ” (STI) ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้พร้อมรับมือกับโลกยุคใหม่ผันผวน-ไร้กติกา ผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ การรักษาเสถียรภาพการเงินการคลัง เปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด และลงทุนเพื่อวันพรุ่งนี้ หนุนใช้กลไก กรอ. คว้าโอกาสไทยเป็นจุดหมายลงทุนโลก
5 ต.ค. 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในงานเสวนาครบรอบ 30 ปี ไทยโพสต์ หัวข้อ “เหลียวหลัง แลหน้า วาดอนาคตประเทศไทย” ว่า
ท่ามกลางโลกยุคใหม่ที่มีความแปรปรวน เศรษฐกิจแตกขั้ว และไร้กฎระเบียบกติกา ไทยจำเป็นต้องดำเนินนโยบายด้วย ยุทธศาสตร์ “สติ” (STI) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างรากฐานที่มั่นคงและสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ประเทศประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่
1. รักษาเสถียรภาพวันนี้ (S: Stabilize Today)
นายเอกนิติ กล่าวว่า ไทยต้องเดินหน้าแก้ไขปัญหาสะสมในอดีต เช่น ปัญหาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำ จากการขาดการลงทุนมายาวนานตั้งแต่วิกฤตปี 2540 แต่ทั้งหมดต้องให้ความสำคัญกับเสถียรภาพการเงินการคลัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงเหมือนประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่บอนด์ยีลด์พุ่งสูงขึ้นจากความไม่มั่นใจของนักลงทุน
โดยสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเมื่อเทียบกับประเทศอื่น เช่น สหรัฐ หรือญี่ปุ่น ไทยยังถือว่ารักษาวินัยทางการคลังได้ดี สะท้อนผ่านสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ปรับมุมมองของไทยจากเชิงลบ เป็น “มีเสถียรภาพ”
นอกจากนี้ ต้องเร่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อของกลุ่ม SME ผ่านการดำเนินนโยบายร่วมกับ ธปท. ในโครงการ “ปิดหนี้ไวไปต่อได้” และช่วยเสริมสภาพคล่องแก่ SME เพื่อดูแลฐานรากของเศรษฐกิจ
2. เปลี่ยนผ่านเดี๋ยวนี้ (T: Transition Now)
อีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและพลังงานโดยทันที เนื่องจากในปัจจุบันไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูงถึงเกือบ 10% ของจีดีพี
ฉะนั้นเมื่อเกิดความขัดแย้งและสงครามในต่างประเทศจนโครงสร้างพื้นฐานพลังงานโลกเสียหาย ส่งผลให้น้ำมันราคาสูงขึ้น และทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในไตรมาสที่ 2 ขาดดุลสูงถึง 6 แสนล้านบาท
ในการนี้ รัฐบาลต้องเร่งกระตุ้นการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และปรับปรุงระบบสายส่ง ซึ่งการเปลี่ยนผ่านนี้นอกจากจะช่วยลดแรงกระแทกจากราคาน้ำมันแพงและลดการนำเข้าพลังงานแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนเปลี่ยนจากผู้ใช้ไฟฟ้ามาเป็นผู้ขายไฟฟ้า เป็นการลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ในเวลาเดียวกัน
3. ลงทุนเพื่อวันพรุ่งนี้ (I: Invest for Tomorrow)
เมื่อรักษาสภาพและปรับเปลี่ยนโครงสร้างแล้ว ประเทศไทยต้องเร่งลงทุนในเครื่องจักร เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ รวมถึงการลงทุนใน “คน” หรือแรงงานเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ผ่านการอัปสกิล และรีสกิล
ในการนี้ กติกาใหม่ของ BOI ได้หันมาเน้นการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนจริงผ่าน โครงการ Thailand Fast Pass และโครงการ Skill Bridge
โดยบังคับให้ผู้ลงทุนต่างชาติต้องมีการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานเข้ากับเอสเอ็มอีไทยและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับมหาวิทยาลัยไทย เช่น วิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเอไอ และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งไทยเป็นฐานการผลิตระดับโลก ซึ่งจะทำให้เกิดการจ้างงานและพัฒนาทักษะคนไทยหลายหมื่นตำแหน่ง
ถอดบทเรียนเครื่องมือ "กรอ." วาดอนาคตประเทศ
นายเอกนิติ ยังได้เปรียบเทียบบริบทเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกับช่วงปี พ.ศ. 2523–2528 เมื่อครั้งเกิดข้อตกลง Plaza Accord ว่า ในเวลานั้น สหรัฐและยุโรปบีบให้เงินสกุลเยนแข็งค่าขึ้นข้ามคืน ส่งผลให้ญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตมายังไทย
ก่อให้เกิดอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ เป็นการเปลี่ยนผ่านไทยจากประเทศเกษตรกรรมสู่ประเทศอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ ปัจจุบันโลกได้เข้าสู่ยุคแตกขั้ว และนักลงทุนต่างมองหาพื้นที่การลงทุนที่ปลอดภัยและค้าขายได้กับทุกฝ่าย ทำให้ไทยกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของนักลงทุนทั่วโลก เห็นได้จากมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากในปี 2568 ที่ผ่านมา พุ่งสูงถึง 1.47 ล้านล้านบาท
เพื่อคว้าโอกาสนี้ รัฐบาลได้นำข้อเสนอกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ในอดีตกลับมาใช้ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใน 7 สาขาเป้าหมาย
โดยมีภาครัฐเป็นเป็นฝ่ายสนับสนุนผ่าน 4 ด้าน ได้แก่ การส่งเสริมการลงทุนสมัยใหม่ ผ่าน BOI, การพัฒนาศักยภาพคนและการศึกษา, การส่งเสริมเอสเอ็มอี, และการปรับปรุงกฎระเบียบ อีกด้านหนึ่งก็จะเฝ้าดูเสถียรภาพการเงินการคลัง ให้สามารถรองรับการเติบโตได้อย่างยั่งยืน
“ยุทธศาสตร์ ‘สติ’ และการผนึกกำลังอย่างเป็นระบบระหว่างภาครัฐและเอกชน จะเป็นกุญแจสำคัญที่พาประเทศไทยก้าวผ่านความท้าทายในโลกยุคใหม่ได้อย่างมั่นคง ผมเชื่อว่าถ้าเราสามารถขับเคลื่อนในลักษณะนี้ไปด้วยกันได้ อนาคตประเทศไทยจะดีขึ้น” นายเอกนิติ กล่าวทิ้งท้าย





