มองโอกาสไทยในเวที IMF–World Bank 2026 ยกระดับผลิตภาพ ถอดโมเดล “เป๊ปซี่โค” ดันเศรษฐกิจหมุนเวียนภาคอาหาร-เกษตรยั่งยืน
KEY POINTS
- ในการประชุม IMF-World Bank ปี 2026 ไทยจะนำเสนอแนวทางการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสู่การเพิ่มผลิตภาพ โดยใช้จุดแข็งด้านอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร
- ชูโมเดลธุรกิจของเป๊ปซี่โคเป็นกรณีศึกษาในการใช้นวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและขับเคลื่อนการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารอย่างยั่งยืน
- กลยุทธ์ของเป๊ปซี่โคที่นำมาเป็นตัวอย่างคือการยกระดับเกษตรกรต้นน้ำกว่า 4,830 ครอบครัว และการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน เช่น การหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่ในโรงงาน
ในขณะที่สายตาของผู้นำเศรษฐกิจ ผู้กำหนดนโยบาย และผู้บริหารภาคธุรกิจระดับโลกกำลังจับจ้องมายังกรุงเทพฯ ในการประชุมประจำปี IMF–World Bank Annual Meetings 2026 โจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องเร่งตอบ ไม่ใช่แค่การดึงดูดเม็ดเงินลงทุน แต่คือการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจจากการ “ขยายกำลังการผลิต” สู่การ “เพิ่มผลิตภาพ (Productivity)” โดยใช้จุดแข็งด้านอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร และภาคการผลิตขั้นสูง ผสานนวัตกรรมระดับโลกเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว
- เปลี่ยนผ่านสู่ “ผลิตภาพ” ปัจจัยชี้ขาดอนาคตเศรษฐกิจไทยและอาเซียน
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อความได้เปรียบด้านแรงงานและกำลังซื้อแบบเดิมกำลังเผชิญความท้าทายจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการดิสรัปชันทางเทคโนโลยี การรายงานของกลุ่มธนาคารโลก (World Bank) ระบุชัดเจนว่า การเร่งเติบโตของผลิตภาพและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเป็นหัวใจสำคัญที่จะนำพาประเทศไทยก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลางสู่ “เศรษฐกิจรายได้สูงที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม”
ภาคธุรกิจระดับโลกอย่าง เป๊ปซี่โค (PepsiCo) ได้สะท้อนทิศทางนี้ผ่านการเดินหน้าพัฒนาโซลูชันเชิงพาณิชย์ เช่น โครงการ Greenhouse Program ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมร่วมกับสตาร์ทอัพกว่า 30 ราย เพื่อทดสอบเทคโนโลยีตั้งแต่เกษตรกรรม โลจิสติกส์ ไปจนถึงระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยมีประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตขนมขบเคี้ยวสำคัญ 2 แห่ง ที่เชื่อมโยงเข้ากับห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค
- สร้างมูลค่าจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ บทเรียนจาก “เป๊ปซี่โค ประเทศไทย”
ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม โจทย์การเติบโตยุคใหม่ไม่ได้อยู่ที่การ “ผลิตให้มากขึ้น” แต่อยู่ที่การ “สร้างมูลค่าให้มากขึ้น” (Value Addition) ผ่าน 3 มิติหลัก
1.ผสานนวัตกรรมโลกกับรสนิยมท้องถิ่น (Global Strength, Local Relevance) การนำศักยภาพด้าน R&D ระดับโลกมาปรับให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคไทย เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์รสชาติเอกลักษณ์อย่าง “เลย์ เมี่ยงคำครบรส” หรือเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพตอบโจทย์คนรุ่นใหม่
2.ยกระดับเกษตรกรต้นน้ำ สร้างความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทานด้วยการทำงานร่วมกับครอบครัวเกษตรกรไทยกว่า 4,830 ครอบครัว ใน 9 จังหวัด ส่งผลให้มันฝรั่งที่ใช้ในกระบวนการผลิตขนมขบเคี้ยวในประเทศกว่า 70% มาจากแหล่งผลิตภายในประเทศไทย
3.การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนประสิทธิภาพการใช้พลังงานและน้ำให้เป็น “ความได้เปรียบทางการแข่งขัน” เช่น การใช้นวัตกรรมดักจับไอน้ำจากมันฝรั่งในโรงงานผลิตอาหาร จ.ลำพูน เพื่อนำผ่านกระบวนการบำบัดและหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ภายในโรงงาน
เชื่อมองค์ความรู้โลก สู่ขีดความสามารถการแข่งขันของไทย
การประชุม IMF–World Bank ในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสทองของประเทศไทยในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการลงทุนระดับโลก เข้ากับระบบนิเวศอุตสาหกรรมอาหารและการผลิตขั้นสูงที่ไทยมีความแข็งแกร่งอยู่เดิม
การเปลี่ยนผ่านไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืนจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างบูรณาการระหว่าง ภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกร และสถาบันวิจัย เพื่อร่วมกันพัฒนาโซลูชันที่ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ตลาดภายในประเทศ แต่ยังสามารถขยายผลเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต
บทเรียนจากการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สะท้อนให้เห็นว่าทางรอดของเศรษฐกิจไทยในยุคถัดไป คือการยกระดับจากการเป็นเพียง “ฐานการผลิต” ไปสู่การเป็น “ศูนย์กลางนวัตกรรมและผลิตภาพ” การเชื่อมโยงเทคโนโลยีระดับโลกเข้ากับทรัพยากรและศักยภาพท้องถิ่น จึงเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะสร้างความยืดหยุ่น ความสามารถในการแข่งขัน และการเติบโตที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศไทยในเวทีโลก





