วันเสาร์ ที่ 3 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ป.ป.ท.-กกร.' รื้อโครงสร้างปราบโกง ดึงเอกชนผ่าแผนแก้คอร์รัปชันเชิงระบบ

ป.ป.ท. รื้อโครงสร้างปราบโกง! ดึง กกร. ร่วมเป็น ‘สถาปนิกออกแบบระบบ’ ชี้คอร์รัปชันไม่ใช่แค่เรื่องตัวบุคคล แต่คือ ‘ความเสี่ยงเชิงระบบ’ ทำลายการแข่งขันที่เป็นธรรม

KEY POINTS

  • ป.ป.ท. ร่วมกับ กกร. เสนอแนวทางปรับเปลี่ยนโครงสร้างการป้องกันการทุจริตเชิงระบบ เพื่อสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรมสำหรับภาคธุรกิจ
  • ป.ป.ท. ประกาศปรับเปลี่ยนบทบาทองค์กรครั้งใหญ่ จากเดิมที่เป็น "ผู้ไล่จับ" (Reactive) สู่การเป็น "ผู้ออกแบบระบบ" (System Designer) เพื่อป้องกันการทุจริตตั้งแต่ต้นทาง
  • เสนอเปลี่ยนบทบาทภาคเอกชนจากผู้เข้าร่วม (Participant) มาเป็น "หุ้นส่วนยุทธศาสตร์" (Co-Creator) ผ่านกลไก 5C Network เพื่อร่วมออกแบบและลงมือแก้ปัญหาคอร์รัปชัน
  • การปรับโครงสร้างนี้มุ่งเน้นการอุดช่องโหว่เชิงระบบในมิติของอำนาจ (Power), กระบวนการ (Process) และข้อมูล (Data) แทนการแก้ปัญหาที่ตัวบุคคล เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างความเชื่อมั่นตามมาตรฐานสากล

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ประกาศยุทธศาสตร์ใหม่ในงาน Dinner Talk “Zero Corruption: From Policy to Action” พลิกบทบาทจาก “ผู้ไล่จับ” สู่ “ผู้ออกแบบระบบ-ตัวเร่งนโยบาย” พร้อมรับมือเตือนภัยดัชนี CPI ไทยร่วงเหลือ 33 คะแนน เร่งอุดช่องโหว่อำนาจและขั้นตอนกฎหมาย มุ่งสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรมสอดรับมาตรฐาน OECD

นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ “กลไกการป้องกันคอร์รัปชันในภาครัฐและการทำงานร่วมกับเครือข่าย” ในงาน Dinner Talk “Zero Corruption : From Policy to Action” 

จัดโดยคณะกรรมการภาคเอกชนร่วม 3 สถาบัน (กกร.) ณ Royal Jubilee Ballroom เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2569 เพื่อเสนอแนวทางปรับเปลี่ยนโครงสร้างการป้องกันการทุจริตเชิงระบบ และการสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรมสำหรับภาคธุรกิจ

วิกฤตคอร์รัปชัน “ความเสี่ยงเชิงระบบ” ทำลายเชื่อมั่น

นายภูมิวิศาล ชี้ให้เห็นถึงสัญญาณเตือนจากดัชนีรับรู้การทุจริต (CPI 2025) ที่ประเทศไทยได้เพียง 33 จาก 100 คะแนน อยู่อันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศ ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระดับโลกที่อยู่ที่ 42 คะแนน

ทั้งนี้ สะท้อนว่าปัญหาการทุจริตไม่ได้อยู่ที่ “จำนวนคดี” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk) ที่ทำลายความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและการลงทุน

อุดช่องโหว่ 4 เสาหลัก จากปราบปรามสู่ “ป้องกันเชิงระบบ”

จากการวิเคราะห์โครงสร้างความเสี่ยง (The Anatomy of Risk) คอร์รัปชันเกิดจากช่องว่างระหว่าง 4 องค์ประกอบ ได้แก่ People (พฤติกรรมและค่านิยม), Power (การใช้ดุลพินิจและอำนาจผูกขาด), Process (ขั้นตอนซับซ้อนและช่องโหว่กฎหมาย) และ Data (ความไม่โปร่งใสและการผูกขาดข้อมูล) 

เลขาธิการ ป.ป.ท. ระบุว่า การปราบปรามแบบเดิมมุ่งแก้ปัญหาที่ People หรือตัวบุคคล แต่การป้องกันเชิงระบบที่ยั่งยืนจะต้องมุ่งอุดช่องโหว่ที่ Power, Process และ Data เพื่อตัดโอกาสการทุจริตตั้งแต่ต้นทาง

ปรับใหญ่ ป.ป.ท. จาก “ผู้ไล่จับ” สู่ “ผู้ออกแบบระบบ”

เพื่อตอบสนองต่อแนวทางดังกล่าว ป.ป.ท. ได้ทำการปรับเปลี่ยนบทบาทและสถาปัตยกรรมองค์กรใหม่ (New Architecture) จากเดิมที่เป็นหน่วยงานทำงานเรื่องการทุจริต สู่กลไกการออกแบบระบบป้องกัน โดยมี 4 มิติสำคัญ ได้แก่

1. Role (บทบาท) เปลี่ยนจาก “ผู้ไล่ตามจับทุจริต” (Reactive) สู่ System Designer หรือผู้ออกแบบระบบป้องกัน

2. Action (การทำงาน) เปลี่ยนจากการทำงานแยกส่วน (Agency-Centric) สู่ Network Integrator ผู้เชื่อมโยงพลังจากทุกภาคส่วน

3. Output (ผลผลิต) เปลี่ยนจากการมุ่งเน้นสถิติคดี สู่ Risk Intelligence การวิเคราะห์และเตือนภัยความเสี่ยงเชิงรุก

4. Impact (ผลกระทบ) เปลี่ยนจากการแก้ปัญหาปลายเหตุ สู่ Policy Accelerator ตัวเร่งการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย

'ป.ป.ท.-กกร.' รื้อโครงสร้างปราบโกง ดึงเอกชนผ่าแผนแก้คอร์รัปชันเชิงระบบ

ผนึกภาคธุรกิจสู่ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์” ผ่านกลไก 5C Network

ในส่วนของความร่วมมือกับภาคเอกชน ป.ป.ท. เน้นย้ำว่าภาคธุรกิจคือผู้สัมผัสระบบราชการในทุกจุดของห่วงโซ่คุณค่า ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน, การขออนุญาต (Licensing), การจัดซื้อจัดจ้าง (Procurement), การรับบริการจากรัฐ และโครงการรัฐ ดังนั้น ความสุจริต (Integrity) จึงไม่ใช่ต้นทุนของภาคธุรกิจ แต่คือโครงสร้างพื้นฐานของสนามแข่งขันที่เป็นธรรม

ป.ป.ท. จึงเสนอเปลี่ยนภาคเอกชนจากเดิมที่เป็นเพียงผู้เข้าร่วม (Participant) มาเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ (Co-Creator) ผ่านกลไก 5C Network ได้แก่ Connect (เชื่อมโยง), Communicate (สื่อสาร), Co-Design (ร่วมออกแบบ), Co-Act (ร่วมลงมือ) และ Co-Measure (ร่วมวัดผล)

การขับเคลื่อนดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางมาตรฐานสากลตามข้อเสนอแนะของ OECD 2026 ที่เน้นหลักการ Whole-of-Society, Risk + Evidence, Public-Private และ Trust โดยวัดผลสำเร็จจาก “ความเสี่ยงที่ลดลง” และ “ความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น” แทนการนับจำนวนกิจกรรม

“ป.ป.ท. ไม่ได้ต้องการสร้างเครือข่ายเพื่อช่วย ป.ป.ท. ทำงาน แต่รัฐต้องทำให้ทุกภาคส่วนสามารถร่วมกันเป็นสถาปนิกออกแบบระบบป้องกันการทุจริต เพื่อประเทศไทยที่แข่งขันได้อย่างเป็นธรรม” นายภูมิวิศาล กล่าว