5 รองนายกฯ ผนึกกำลังลุยแผนชาติฉบับ 14 ชูยุทธศาสตร์ "Idea to Do" พลิกโฉมไทยทลายไซโลราชการ สู่การลงมือทำจริง ดันประเทศไทยสู่เป้าหมายประเทศรายได้สูง เพิ่มขีดแข่งขันแตะ Top 20 ประเทศโลก
KEY POINTS
- รองนายกรัฐมนตรี 5 คน ร่วมกันประกาศทิศทางยุทธศาสตร์ชาติภายใต้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เพื่อพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูง
- ตั้งเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี เศรษฐกิจขยายตัวมากกว่า 3% และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้อยู่ใน 20 อันดับแรกของโลก
- แต่ละกระทรวงนำเสนอยุทธศาสตร์เฉพาะทางเพื่อขับเคลื่อนแผนฯ เช่น การคลังเสนอโมเดล "ทีมฟุตบอล" พาณิชย์เน้นการค้าสู้โลกแบ่งขั้ว และต่างประเทศใช้การทูตเชิงรุก
- เน้นการเปลี่ยนระบบราชการจาก "แผนที่คิด" สู่ "การลงมือทำจริง" โดยยึดหลัก "ประชาชนเป็นศูนย์กลาง" พร้อมผลักดันการเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานประเทศ
การประชุมประจำปี 2569 ของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ที่เพิ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา ให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 ให้ โดยมีการจัดในเวทีเสวนาพิเศษ "ประเทศไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม : เปลี่ยนอย่างไรให้ไปต่อ" ภายใต้การประกาศร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 "เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม" โดย 5 รองนายกรัฐมนตรีได้ร่วมกันประกาศทิศทางยุทธศาสตร์ชาติเชิงรุก มุ่งฝ่าวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกแบ่งขั้ว ถึงเวลาเปลี่ยนระบบราชการจากเพียง "แผนที่คิด" สู่ "การลงมือทำจริง" (Idea to Do)
โดยมีรองนายกรัฐมนตรีถึง 5 คนที่ขึ้นมาพูดบนเวทีเดียวกันในโจทย์ที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปสู่ทิศทางการพัฒนาที่ดีขึ้น และทำให้เป้าหมายสำคัญโดยเฉพาะเป้าหมายทางเศรษฐกิจบรรลุผลได้ ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายในเรื่องการเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี การผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวมากกว่า 3% (3% พลัส) และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้อยู่ใน Top 20 ของโลก ภายในปี 2572
- “เอกนิติ” เร่งยกเครื่องเศรษฐกิจ
นายเอกนิติ นิติประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้ให้เห็นถึง 4 สัญญาณวิกฤตชาติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และการเมือง โดยเปรียบเศรษฐกิจไทยขณะนี้เหมือน "เครื่องจักรเก่า แรงงานแก่" ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้โตต่ำ จึงเสนอทางออกเร่งด่วนด้วยการซ่อมวินัยการคลัง เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และยกระดับแรงงานด้วย AI
พร้อมกันนี้ได้เสนอโมเดล "ทีมฟุตบอล" ผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) โดยมี 7 อุตสาหกรรมหลักเป็น "กองหน้า" รัฐมนตรีเป็น "กองกลาง" คอยสนับสนุนนโยบายและการลงทุน และมี "กองหลัง" ดูแลเสถียรภาพการคลังและแก้หนี้ครัวเรือน เพื่อผลักดันแผน 14 ให้เกิดขึ้นจริง ภายใต้หลักการเป้าหมายชัดเจนวัดผลได้ เลือกทำเรื่องที่สร้างจุดเปลี่ยน (Game Changer) และทลายการทำงานแบบไซโล
“พาณิชย์” ชู 3 แกน หนุนคนตัวเล็ก
ด้าน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กางยุทธศาสตร์การค้าสู้โลกแบ่งขั้ว ชู 3 แกนหลัก "สมดุล เติบโต และกระจายตัว" พร้อมตั้งเป้าพลิกชีวิตผู้ประกอบการรายย่อยจากที่เกิดยากตายง่าย ให้เป็น "เกิดง่าย ตายยาก" ผ่านการแก้กฎระเบียบ หนุนการเข้าถึงแหล่งทุน และเปิดตลาดใหม่ผ่านข้อตกลง กรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA)
สำหรับการค้าระหว่างประเทศ นางศุภจี เน้นย้ำการดึงไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก บนหลักผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit) โดยเฉพาะการตั้งคณะกรรมการร่วมกับจีนเพื่อผลักดันให้จีนใช้วัตถุดิบในไทยมากขึ้น นำร่องในกลุ่มอาหารแปรรูปและยา ควบคู่ไปกับการปราบปรามนอมินีอย่างเด็ดขาด และเร่งขยายตลาดใหม่ผ่าน FTA ไทย-อียู
- พลิกโฉมการทูตเชิงรุก
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประกาศพลิกโฉมการทูตไทยสู่เชิงรุก (Proactive) ผ่านนโยบาย "4 Pillars of New Diplomacy" โดยย้ำว่าไทยต้องมีอิสรภาพเชิงนโยบาย (Strategic Autonomy) ท่ามกลางสงครามมหาอำนาจ
"เราจะอยู่ตรงกลางโดยไม่มีท่าทีไม่ได้ ท่าทีของเราต้องรู้ว่าผลประโยชน์และหลักการอยู่ตรงไหน"
นายสีหศักดิ์ ยังเร่งเครื่องการทูตเชิงเศรษฐกิจ นำเอกชนบุกตลาดใหม่ในคาซัคสถานและแอฟริกา พร้อมสะกิดระบบราชการให้ก้าวออกจาก "Safe Zone" เพื่อสร้างสรรค์นโยบายใหม่ๆ โดยชี้ว่านโยบายต่างประเทศที่เข้มแข็งต้องเริ่มต้นจากความเป็นเอกภาพภายในประเทศ
- ลงทุนคน เทคโนโลยี สร้างความหวังชาติ
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ตอกย้ำวิสัยทัศน์แห่งอนาคต ด้วยการผลักดันการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ระดับลึก (Scientific Infrastructure) เพื่อสร้างนวัตกรรมระดับโมเลกุล ซึ่งจะสร้างมูลค่ามหาศาลให้ประเทศในระยะยาว พร้อมระบุว่าแม้การพัฒนาคนจะไม่ใช่ความสำเร็จชั่วข้ามคืน แต่จะเป็นการสร้าง "ความหวัง" ให้คนไทยเชื่อมั่นว่าประเทศกำลังเดินหน้าไปถูกทิศทาง
ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวเน้นย้ำถึงปรัชญาการพัฒนาของแผน 14 ว่าต้องยึดหลัก "ประชาชนเป็นศูนย์กลาง" (People-Centered) โดยมองความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและสังคมแบบองค์รวม ซึ่งจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และท้ายที่สุดจะเป็นการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust) ให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างยั่งยืน
รัฐบาลจะเร่งปรับโครงสร้างภาครัฐ ปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย และการปรับปรุงโครงสร้างระบบราชการ เช่นเดียวกับระบบงบประมาณใหม่ หากทำสำเร็จโดยปรับโครงสร้างให้เหมาะสมแล้ว จะพิจารณาปรับสวัสดิการ วิธีการจ้าง และค่าตอบแทนให้เป็นไปตามกลไกตลาดต่อไป
พร้อมทั้งผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ภายในช่วงแผนภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) เพื่อรับมือโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้น โดยต้องรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจกับสังคม บนหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
ขณะนี้วิวัฒนาการของโลกแต่เดิมเปลี่ยนแปลงช้ามากคนไทยจึงไม่ค่อยคิดถึงโลกภายนอก แต่ปัจจุบันระยะเวลาของการเปลี่ยนแปลงสั้นลงต่อเนื่องและมีผลกระทบอย่างมาก ตัวอย่างเช่น เรื่อง OECD ที่ตั้งมาตั้งแต่ปี 2504 และนายกรัฐมนตรีตั้งเป้าให้ไทยเข้าเป็นสมาชิกภายในแผนฯ 14 แต่ผลสำรวจล่าสุดพบว่าคนไทยไม่รู้จัก OECD และไม่รู้ว่าองค์กรนี้ทำอะไร สะท้อนว่าคนไทยมีความเข้าใจต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกน้อยมาก





