“สภาพัฒน์” ปักธง “แผนฯ 14 เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม ชี้โอกาสสำคัญปฏิรูป - เปลี่ยนแปลงประเทศ ตั้งเป้า GDP โตเฉลี่ยมากกว่า 3% ต่อเนื่อง
KEY POINTS
- “สภาพัฒน์” ปักธง “แผนฯ 14 เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม ชี้โอกาสสำคัญปฏิรูป - เปลี่ยนแปลงประเทศ
- ตั้งเป้า GDP โตเฉลี่ยมากกว่า 3% ต่อเนื่อง
- รุกปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ดันขีดความสามารถแข่งขันขึ้น Top 20 ของโลกภายในปี 2572
- ชู “TRUST” ขับเคลื่อนแผนเป็นรูปธรรม
วันนี้ (30 ก.ย.) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) กล่าวในงาน ประชุมสัมมนาประจำปี 2569 ของสภาพัฒน์ ในหัวข้อ “แผน 14 : เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม Thailand’s Next Agenda” ว่าสภาพัฒน์ได้เริ่มขั้นตอนการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 มาตั้งแต่ปี 2567 โดยรับฟังความคิดเห็นอย่างหลากหลายจากทุกภาคส่วน โดยแผนพัฒนาฯฉบับที่ 14 จะยกร่างและจัดทำแล้วเสร็จในปี 2570 และประกาศใช้ในปี 2571 และใช้ต่อเนื่องไปถึงปี โดยสภาพัฒน์ตั้งใจว่าแผนพัฒนาฯฉบับนี้จะไม่เป็นเพียงเอกสารวิชาการ แต่ต้องเป็นแผนปฏิบัติการที่มีจุดเน้นชัดเจน เกิดผลเป็นรูปธรรม และสามารถตอบคำถามประชาชนได้อย่างตรงไปตรงมาว่า ประเทศไทยจะไปได้ไกลแค่ไหน คุณภาพชีวิตคนไทยจะดีขึ้นอย่างไร และประเทศจะมีความแตกต่างจากปัจจุบันอย่างไร
- แผนฯ13 ยังไม่ถึงเป้าหมาย
นายดนุชากล่าวว่าในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566–2570) ที่ผ่านมาในภาพรวมยังคงมีความห่างจากเป้าหมายค่อนข้างมาก เนื่องด้วยประเทศไทยต้องเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤตหลังโควิด-19 ทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน เงินเฟ้อพุ่งสูง สงครามการค้า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และภัยพิบัติทางธรรมชาติภายในประเทศ
ส่งผลให้รายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI per Capita) ในปี 2568 ทำได้ประมาณ 8,300 กว่าดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ซึ่งยังไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ 9,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปีในปี 2570 ขณะที่อัตรการเติบโต
นอกจากนี้ข้อจำกัดสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ช้า คือการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพ (Productivity) ที่ขยายตัวในระดับต่ำมาก โดยในปี 2568 ขยายตัวเพียง 1.2% เท่านั้น ขณะที่ดัชนีความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (IMD Ranking) ในปัจจุบันอยู่อันดับที่ 26 แม้ว่าจะปรับตัวดีขึ้นจากอันดับ 30 แต่ในอดีตไทยไม่เคยไต่ขึ้นไปสูงกว่าอันดับที่ 25
- ตั้งเป้า GDP 3% พลัส
ดังนั้นเป้าหมายหลักของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 สภาพัฒน์มุ่งมั่นที่สร้างเศรษฐกิจที่ขยายตัวสูงขึ้น ทั่วถึงมากขึ้น และยั่งยืนมากขึ้นโดยตั้งเป้าดันอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ให้เติบโตในระดับ 3% Plus อย่างต่อเนื่อง
เพื่อให้รายได้ของประเทศและประชาชนเพิ่มสูงขึ้นอย่างเหมาะสม เกิดการกระจายประโยชน์ไปสู่คนทุกกลุ่ม และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว รวมทั้งตั้งเป้าหมายในการผลักดันอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยให้ก้าวสู่ Top 20 ของโลก ภายในปี 2572 ควบคู่ไปกับการเร่งยกระดับผลิตภาพการผลิตและการบริการทั่วทั้งระบบ
- 4 หลักคิดสำคัญแผนพัฒนาฯ14
เลขาธิการสภาพัฒน์กล่าวว่าเพื่อบรรลุเป้าหมายข้างต้น สภาพัฒน์ได้วาง 4 หลักคิดสำคัญ (Core Principles) ในการออกแบบและขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ได้แก่
1.การสร้างผลิตภาพ (Productivity) เร่งยกระดับประสิทธิภาพและมูลค่าในระบบการผลิตและการบริการอย่างจริงจัง
2.การสร้างโอกาสและการกระจายประโยชน์ (Inclusivity) กระจายผลประโยชน์และการเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจให้ครอบคลุมและทั่วถึง
3.การปรับตัว (Adaptability) สร้างความยืดหยุ่นให้ทุกภาคส่วนสามารถปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและกติกาใหม่ของโลกได้ทันท่วงที
และ 4.การสร้างภูมิคุ้มกัน (Immunity) เพื่อเสริมสร้างเกราะป้องกันเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนและปัจจัยกดดันภายนอกประเทศ
ทั้งนี้ในเรื่องของเศรษฐกิจหากประเทศไทยจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้มากกว่าที่เป็นอยู่จะต้องเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งต้องลงมือปฏิบัติผ่าน 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่
- ซ่อม คือซ่อมแซมฐานรากเชิงโครงสร้างที่ยังอ่อนแอให้มีความแข็งแกร่ง รองรับการเติบโตในอนาคต
- เสริม คือเสริมศักยภาพและต่อยอดฐานเด็ดยุทธศาสตร์ที่มีอยู่เดิม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจ
- เลิก ยกเลิกเงื่อนไข กฎระเบียบ หรือข้อจำกัดที่ล้าสมัยซึ่งฉุดรั้งการเติบโต และเปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็ก (คนตัวเล็ก) สามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม รวมถึงการสนับสนุนให้เกิดการจ้างงานที่ดี (Good Jobs)
- สร้าง คือสร้างความสามารถใหม่ ผ่านการลงทุนในเทคโนโลยี นวัตกรรม และการสร้างเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ (New Engines)
“การเปลี่ยนจากเศรษฐกิจโตต่ำในฐานการผลิตแบบเดิม ไปสู่เศรษฐกิจผลิตภาพสูงที่สร้างงานที่ดี ผ่านการต่อยอดสาขาเดิม เช่น เกษตรแปรรูป และการท่องเที่ยว สู่สินค้าและบริการมูลค่าสูง พร้อมกับเร่ง สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Economic Engines) จากการดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติ ทั้งยานยนต์แห่งอนาคต (EV/Future Mobility), อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง, อุตสาหกรรมสุขภาพ (Wellness) และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ควบคู่กับการปฏิรูปการเงิน การคลัง และตลาดทุน เพื่อจัดสรรเงินทุนไปสู่จุดที่มีผลิตภาพสูง"
- 5 เสาหลัก ขับเคลื่อนแผนฯ14
เลขาฯสภาพัฒน์ได้สรุปกลไกขับเคลื่อนหลักภายใต้โมเดล "TRUST" 5 เสาหลัก ในการขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯฉบับที่ 14 ประกอบไปด้วย 5 เสาหลัก ได้กแก่
T - Transform: ปรับเปลี่ยนโครงสร้างสาขาการผลิตและบริการเป้าหมาย ปรับระบบนิเวศธุรกิจ และรักษาเสถียรภาพทางการเงินการคลัง
R - Reform: ปฏิรูปภาครัฐให้กะทัดรัด มีประสิทธิภาพสูง โปร่งใส และขจัดปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งมีความสำคัญเมื่อประเทศไทยจะเข้าสู่ OECD
U - Upgrade: ยกระดับทุนมนุษย์ ปฏิรูปการศึกษา พัฒนาทักษะแรงงานให้ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ และวางระบบสวัสดิการที่เหมาะสม
S - Sustain: สร้างความยั่งยืน บริหารจัดการทรัพยากรและภัยพิบัติ ลดมลพิษ และมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
T - Technology: เร่งรัดการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) จากการลงทุนต่างชาติ และปรับระบบทุนวิจัยให้ตอบโจทย์เชิงพาณิชย์
“สถานการณ์ปัจจุบันที่ไทยถูกมองว่าเป็น Safe Zone และมีกระแสเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าอย่างต่อเนื่องถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่สุด หรืออาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายในการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงประเทศ โดยย้ำว่าทุกภาคส่วนต้องร่วมกันเปลี่ยนทุกความกังวลให้เป็นความเชื่อมั่น และเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นความจริง เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้ไปไกลกว่าเดิม” นายดนุชา กล่าว





