วันพฤหัสบดี ที่ 1 ตุลาคม 2569

Login
Login

'บลจ.กสิกร' เปิดกลยุทธ์รับมือตลาดผันผวน แนะจัดพอร์ตกระจายความเสี่ยง

“บลจ.กสิกร” ชี้ 3 ปัจจัยท้าทายต่อการจัดพอร์ตลงทุนโลกยุคใหม่ ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤตพลังงาน วัฏจักรเทคโนโลยี AI และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมแนะนักลงทุนกระจายความเสี่ยงรอบด้าน เน้นหุ้นเทคโนโลยีที่มีปัจจัยพื้นฐานดี และเลือกลงทุนในองค์กรที่มีแผนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน

นายวิน พรหมแพทย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด หรือ KAsset เปิดเผยในงาน “Fitch on Thailand 2026: Global Risks and Regional Economic & Bank Outlook” ถึงภาพรวมและการบริหารความเสี่ยงสินทรัพย์ทั่วโลกในปัจจุบัน ว่า นักลงทุนในโลกยุคใหม่กำลังเผชิญ 3 ปัจจัยท้าทายหลักที่สร้างแรงกดดันต่อระบบเศรษฐกิจและการจัดสรรพอร์ตการลงทุน

ปัจจัยแรกคือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานและราคาน้ำมันในตลาดโลก ทั้งนี้ KAsset ประเมินว่า ในกรณีเลวร้ายที่สุด ราคาน้ำมันดิบ WTI อาจพุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะกดดันจีดีพีโลกให้ลดลง 1.1% และหนุนเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 2.1% ผลที่ตามมาคือแรงกดดันต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและรายได้ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทย

ยิ่งไปกว่านั้น วิกฤตราคาพลังงานดังกล่าวยังส่งผลให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับสูงยาวนานขึ้น (Higher for Longer) ซึ่งกระทบชัดเจนต่อต้นทุนการชำระหนี้ของรัฐบาลสหรัฐ

กล่าวคือ ในปี 2569 รัฐบาลสหรัฐตั้งงบขาดดุลถึง 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นสัดส่วน 25% ของแหล่งที่มาของรายได้ที่มาจากเงินกู้

ขณะที่ฝั่งรายจ่าย เฉพาะรายการชำระดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest) เพียงรายการเดียวก็เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือ 14% ของงบประมาณรายจ่าย ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของสหรัฐอาจพุ่งทะลุ 120% ภายในปี 2579

ปัจจัยที่สองคือวัฏจักรเทคโนโลยี AI ซึ่งเข้ามาซ้ำเติมความเสี่ยงด้านการคลังของสหรัฐ เนื่องจากการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างดาต้าเซ็นเตอร์ต้องอาศัยการระดมทุนมหาศาลผ่านการออกตราสารหนี้ จึงสร้างแรงกดดันให้บอนด์ยีลด์ระยะยาวของสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

โดยคาดว่ามูลค่าการออกตราสารหนี้ใหม่ในปี 2569 อาจสูงถึง 2.3 แสนล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 76% จากปีก่อนหน้า โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้าน AI และเทคโนโลยี

อย่างไรก็ดี นายวินมองว่าโอกาสเกิดฟองสบู่ AI ในรูปแบบเดิมค่อนข้างต่ำ เพราะอุตสาหกรรม AI ซึ่งอยู่ในวัฏจักรการเติบโตขนาดใหญ่ยังมีดีมานด์หรือความต้องการใช้งานเร่งตัวขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ฝั่งอุปทาน ทั้งชิปประมวลผลและโครงสร้างพื้นฐานยังคงตึงตัว ปัจจัยเหล่านี้จึงทำให้บริษัทเทคโนโลยียังมีกำไรแข็งแกร่งและมีภาระหนี้สินอยู่ในระดับต่ำ

ส่วนปัจจัยสุดท้ายคือความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงทางการลงทุนที่เกิดขึ้นจริงแล้ว ทั้งในเชิงมูลค่าความเสียหาย โดยมีการคาดการณ์ว่าความเสียหายโดยรวมของไทยจากภัยพิบัติจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 11,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2593 และในเชิงผลกระทบทางกายภาพต่อภาคธุรกิจ สะท้อนจากความน่าจะเป็นที่กรุงเทพฯ จะเผชิญอุทกภัยครั้งใหญ่ในรอบ 100 ปี ซึ่งขยับขึ้นมาอยู่ที่ 47%

แม้ความเสี่ยงจะชัดเจนขึ้น แต่ข้อมูลกลับระบุว่า ตลาดพันธบัตรไทยในปัจจุบันมีสัดส่วนตราสารหนี้กลุ่ม ESG เช่น กรีนบอนด์ พันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน และพันธบัตรเพื่อสังคม เพียง 1.13 ล้านล้านบาท คิดเป็น 6% ของมูลค่าตลาดโดยรวมที่ 18.26 ล้านล้านบาท

ด้วยเหตุนี้ สถาบันการเงินและนักลงทุนสถาบันจึงต้องเร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเงินสีเขียว เพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจปรับตัวได้ในระยะยาว

โดยสรุป นายวินกล่าวว่า ปัจจัยท้าทายทั้งสามด้านสะท้อนแนวทางการจัดสรรพอร์ตการลงทุนที่ควรยึด 3 หลักการ ได้แก่ การกระจายความเสี่ยงจากหลายปัจจัย การคัดสรรการลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จาก AI และการเลือกลงทุนในบริษัทที่มีแผนปรับตัวและเปลี่ยนผ่านระยะยาวอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความยั่งยืนท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก