“บลจ.กสิกรไทย” ชี้ปี 2569 ตลาดหุ้นไทย “เสี่ยงสูง” ไม่น่าดึงดูด นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นจากปัญหาธรรมาภิบาล-วอลุ่มการซื้อขายต่ำจากเศรษฐกิจชะลอ “เสี่ยงถูกดาวน์เกรด” คล้ายกรณีอินโดนีเซีย มองหุ้นไทยไม่เติบโตแม้ปันผลเด่น แนะหันลงทุนต่างประเทศมากขึ้นกระจายความเสี่ยง
นายวิน พรหมแพทย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย เปิดเผยในงาน “The Game Changer - Outlook 2026 & Beyond” ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในระยะที่ผ่านมา คือตลาดหุ้นไทยไม่น่าดึงดูด วอลุ่มต่ำ และเผชิญปัญหาความเชื่อมั่นจากการขาดธรรมาภิบาล ความไม่โปร่งใส และมีการทุจริตคอรัปชั่นเกิดขึ้น
สามปีที่ผ่านมาหุ้นไทยดิ่งลงมา 24% ขณะที่หุ้นโลกบวก 60% สะท้อนว่าตลาดหุ้นไทยกำลังประสบปัญหาใหญ่ ทำให้ไม่เพียงแต่ต่างชาติเท่านั้นที่ไม่สนใจ นักลงทุนไทยเองก็กำลังทิ้งตลาดหุ้นไทยเช่นกัน
เปรียบเทียบกับตลาดอินโดนีเซียที่เสี่ยงถูกดาวน์เกรดจากปัญหาการขาดความเชื่อมั่น ตลาดหุ้นไทยก็อาจถูกดาวน์เกรดได้เช่นกันหากไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยมองบทบาทรัฐบาลใหม่ว่าควรต้องเข้ามาสร้างบรรยากาศการลงทุนให้มีความน่าสนใจมากขึ้น ให้มีบริษัทใหม่ ๆ อยากเข้ามาไอพีโอ และสร้างความเชื่อมั่นกับนักลงทุนว่าตลาดหุ้นไทยจะเติบโตได้
อย่างไรก็ตาม แม้แนวโน้มของตลาดหุ้นไทยปี 2569 จะยังชะลอ หุ้นส่วนใหญ่ยังเติบโตได้จำกัดจากเรื่องของเศรษฐกิจในภาพรวม แต่ในช่วงสองปีที่ผ่านมาหุ้นในกลุ่มปันผลกลับทำผลงานได้ดีและน่าจะไปต่อได้ในปีนี้
โดยมากหุ้นปันผลส่วนใหญ่มักอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเก่า เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ กลุ่มแบงก์ และกลุ่มพลังงาน สังเกตจากรายงานงบการเงินที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง มีกระแสเงินสด และหนี้น้อย ทำให้ถึงแม้จะไม่ได้เติบโตมากแต่จะเป็นกลุ่มที่อยู่รอด ทั้งนี้ ปริมาณปันผลที่นักลงทุนควรพิจารณาอยู่ที่ราว 5-6%
สำหรับสัดส่วนการลงทุนนักลงทุนต้องกระจายความเสี่ยงมากขึ้น ให้สัดส่วนพันธบัตรที่ 50% หุ้น 35% สินทรัพย์ทางเลือกอื่น ๆ เช่น คริปโท อสังหา อยู่ที่ 10% และทอง 5% โดยมองว่าปัจจุบันคนไทยยังมีสัดส่วนหุ้นไทยในพอร์ตสูงเกินไป แนะนำว่าควรจะมีไม่เกิน 15% เป็นอย่างมาก เพราะหากเทียบหุ้นไทยกับหุ้นทั้งโลก จะพบมีสัดส่วนเพียง 1% เท่านั้น
ทุกวันนี้ในโลกของการลงทุนต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงและเหตุการณ์ไม่คาดฝันหลายด้าน โดยสรุปได้เป็น 5 เสี่ยงสำคัญได้แก่
1) เสี่ยงจากภายนอก ได้แก่ ภัยสงครามภูมิรัฐศาสตร์
2) เสี่ยงจากภายใน เช่น ความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ
3) เสี่ยงปัญหาหนี้
4) เสี่ยงภัยธรรมชาติ
5) เสี่ยงจากเทคโนโลยี เช่น ฟองสบู่เอไอ
“เราต้องยอมรับว่าโลกทุกวันนี้เราไม่สามารถคาดการณ์อนาคตได้ ไม่สามารถเตรียมพร้อมรับมือทุกอย่างได้อย่างทันท่วงทีและเหมาะสม ฉะนั้นในโลกของการลงทุน การกระจายความเสี่ยงพอร์ตให้พร้อมรับมือทุกสถานการณ์จึงเป็นทางรอดเดียว” นายวินกล่าว
สำหรับ การลงทุนในต่างประเทศ แนะนำลงทุนให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วโลก หรือ “โกโกลบอล (Go Global)” เนื่องจากลงทุนในตลาดสหรัฐอย่างเดียวไม่อาจวางใจได้ เพราะนอกจากจะแพง ยังเสี่ยงสูง โดยกว่า 40% ของการลงทุนในหุ้นสหรัฐ เป็นการเดิมพันในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเพียง 10 บริษัท ดังนั้น นักลงทุนควรกระจายพอร์ตหันไปลงทุนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ หรือตลาดเอเชียที่มีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่งอย่าง จีน ไต้หวัน และเกาหลีใต้มากขึ้น





