“ไฟฟ้า”มีบทบาทสำคัญและทวีความสำคัญยิ่งขึ้นในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ การขยายตัวอย่างรวดเร็วและความสำคัญทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นของไฟฟ้าสามารถสร้างประโยชน์อย่างมหาศาลต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน ความมั่นคงทางพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกเติบโตในอัตราที่สูงกว่าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพี โลก และสูงกว่าอัตราการเติบโตของความต้องการใช้พลังงานโดยรวมเกือบสองเท่า ทั้งนี้ การใช้งานขั้นสุดท้ายที่ใช้ไฟฟ้าเป็นหลักอยู่แล้ว เช่น ระบบปรับอากาศ ศูนย์ข้อมูล และกระบวนการผลิตขั้นสูง ต่างมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับยอดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก
International Energy Agency | Special Report on Electrification จัดทำโดย สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ระบุว่า การเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าถือเป็นเสาหลักสำคัญของกลยุทธ์ในการสร้างความหลากหลายด้านการใช้พลังงานในภาคส่วนต่างๆ และช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ ในปัจจุบัน ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ส่วนบุคคล รถจักรยานยนต์ รถบรรทุก และรถโดยสาร ช่วยลดความต้องการใช้น้ำมันลงได้รวมกันประมาณ 2.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งปริมาณดังกล่าวสูงกว่าปริมาณน้ำมันที่ขนส่งผ่านท่อส่งน้ำมัน Habshan-Fujairah ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพื่อเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซในช่วงฤดูร้อนปี2569 เสียอีก นับเป็นเส้นทางลำเลียงสำคัญสำหรับตลาดน้ำมัน
คาดอีกไม่ถึง 10 ปีอีวีช่วยลดใช้น้ำมันได้วันละ 10 ล้านบาร์เรล
ทั้งนี้ ภายใต้สถานการณ์ที่อิงตามนโยบายปัจจุบัน คาดการณ์ว่าภายในปี 2578 ยานยนต์ไฟฟ้าจะมีสัดส่วนยอดขายสูงถึงประมาณครึ่งหนึ่งของยอดขายยานยนต์ทั่วโลก เพิ่มขึ้นจากระดับหนึ่งในสี่ในปัจจุบัน และภายในปีเดียวกันนั้น ยานยนต์ไฟฟ้าจะช่วยลดความต้องการใช้น้ำมันลงได้ราว 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณการผลิตน้ำมันทั้งหมดของประเทศรัสเซีย
นอกจากนี้ ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนายังมีความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก อุตสาหกรรมเบา รวมถึงสภาพเมืองที่มีความหนาแน่นและมักประสบปัญหามลพิษ ถือเป็นปัจจัยที่เอื้อให้เกิดโอกาสสำคัญในการเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้า การขยายตัวอย่างรวดเร็วของภาคที่อยู่อาศัย โครงสร้างพื้นฐาน ยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เปิดช่องทางให้สามารถนำระบบไฟฟ้ามาใช้ได้ตั้งแต่เริ่มต้น
สำหรับในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน สัดส่วนยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 10% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เทียบเท่ากับในยุโรป นอกจากนี้ ในหลายประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา ลักษณะของเมืองที่มีความหนาแน่นทำให้ระยะทางในการเดินทางในแต่ละวันสั้นกว่าระยะทางที่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่มีจำหน่ายในปัจจุบันสามารถวิ่งได้มาก
อีกทั้งปัญหามลพิษทางอากาศในระดับสูงและการต้องนำเข้าเชื้อเพลิงยังเป็นปัจจัยกระตุ้นเพิ่มเติมให้เกิดการเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้า ความต้องการใช้ความร้อนในอุตสาหกรรมเบา รวมถึงการประกอบอาหารและการทำน้ำร้อนในอาคาร ก็ถือเป็นโอกาสสำคัญอีกประการหนึ่งเช่นกัน สำหรับประเทศที่ยังไม่สามารถเข้าถึงพลังงานสมัยใหม่ได้อย่างทั่วถึง การขยายการเข้าถึงไฟฟ้าและการสนับสนุนการใช้พลังงานไฟฟ้าเพื่อเพิ่มผลผลิตในภาคเกษตรกรรมและภาคการผลิต ถือเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับอัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าให้สูงขึ้น
ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของครัวเรือน
อย่างไรก็ตาม ในทางปฎิบัติจริง ยังห่างไกลกับสมมติฐานและการคาดการณ์เชิงเศรษฐศาสตร์ โดยรายงานชี้ว่า ต้นทุนบริการด้านพลังงานของครัวเรือนขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงและการลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานที่มีอายุการใช้งานยาวนาน เช่น รถยนต์หรืออุปกรณ์ทำความร้อน ในปัจจุบัน รถยนต์ไฟฟ้าสามารถช่วยให้ผู้บริโภคประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้เฉลี่ยประมาณ 550 ดอลลาร์สหรัฐต่อปีทั่วโลก แต่ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยต้องเผชิญกับความท้าทายเฉพาะด้าน เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านรายได้และเงินออมสำหรับการลงทุนด้วยตนเอง ในขณะที่มูลค่าการลงทุนเพื่อเปลี่ยนมาใช้ระบบไฟฟ้านั้นถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับรายได้
กรณีของรถยนต์ไฟฟ้าในจีนแสดงให้เห็นถึงประเด็นนี้ได้เป็นอย่างดี ราคาเฉลี่ยของรถยนต์ไฟฟ้าแบบใช้แบตเตอรี่ (BEV) ในจีนอยู่ที่ประมาณ 25,000 ดอลลาร์ หรือ ราว 7-8 แสนบาท แม้ในท้องตลาดจีนราคารถยนต์ไฟฟ้าบางรุ่นที่มียอดขายสูงสุดจะมีราคาต่ำกว่า 10,000 ดอลลาร์ หรือ 3-4 แสนบาท ดังนั้นหากพิจารณาจากราคาเฉลี่ย การซื้อรถยนต์ไฟฟ้าอาจต้องใช้รายได้รวมถึง 5 ปีสำหรับครัวเรือนกลุ่มรายได้ต่ำที่สุดในจีน แต่หากเลือกรุ่นที่มีราคาถูกกว่า อาจใช้รายได้เพียงประมาณ 2 ปีเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว
“โดยภาพรวมแล้ว ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าการลงทุนเพื่อเปลี่ยนมาใช้ระบบไฟฟ้า อาจเป็นเรื่องยากสำหรับครัวเรือนที่มีรายได้น้อย เนื่องจากครัวเรือนกลุ่มนี้อาจขาดแคลนเงินออมหรือไม่มีช่องทางเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนเหมาะสมเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายในการลงทุนดังกล่าว ”
ท่ามกลางช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านแหล่งพลังงานในครัวเรือนซึ่งเป็นหน่วยเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของทั้งระบบ ในเชิงปริมาณและการขับเคลื่อนหลัก ดังนั้นสถานการณ์วิกฤตพลังงานซึ่งเป็นผลจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์นั้น จึงยังต้องใช้การจัดการเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนโดยรวม





